อาหารเป็นพิษ ภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

อาหารเป็นพิษ ภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

 

อาหารเป็นพิษ

อาการท้องเสีย ท้องเดิน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง เกิดขึ้นภายหลังจากการรับประทานอาหารไปไม่นาน เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากลักษณะความผิดปกติที่เรียกกันว่า “ภาวะอาหารเป็นพิษ หลายคนที่เกิดอาการขึ้นมาแล้ว ปล่อยละเลยไม่รีบทำการรักษา อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เกิดภาวะช็อก หมดสติ จนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลและป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง ควรมาทำความรู้จักกับโรคใกล้ตัวชนิดนี้กันให้มากขึ้น

ลิงก์ผู้สนับสนุน

ทำความเข้าใจภาวะอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษ (Food poisoning) หรือโรคอาหารเป็นพิษ จัดอยู่ในกลุ่มอาการที่มีปัจจัยมาจากการรับประทานอาหารที่มีสารปนเปื้อนไม่ว่าจะเป็นน้ำหรืออาหาร เช่น ท็อกซิน(Toxin) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ถูกสร้างอยู่ในอาหาร การได้รับสารเคมีบางชนิดจำพวกโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว เชื้อโรค สารพิษอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายที่ไม่ใช่เชื้อโรค เช่น เห็ดพิษ สารหนู และพิษจากแมงดาทะเล เป็นต้น

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเชื้อโรคที่ได้รับเข้าไปแล้ว จะไปสร้างสารพิษภายในลำไส้ ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้เช่นกัน เราจึงมีโอกาสรับเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร ได้ทั้งจากพืชและสัตว์ และรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่ร่างกายพยายามทำหน้าที่ขับเอาสารอันตรายเหล่านั้นออกไป

กลุ่มเชื้อโรคที่เป็นต้นตอทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษที่พบได้บ่อย คือ

  1. Bacillus cereus
  2. Staphylococcus aureus
  3. Clostridium perfringens Vibrio parahemolyticus
  4. Clostridium botulinum
  5. Salmonella spp
  6. Vibrio parahemolyticus

อาหารเป็นพิษ ภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษ

  1. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 73 เกิดขึ้นจากพืช ร้อยละ 23 เกิดขึ้นจากสัตว์ ส่วนอีกร้อยละ 2 มาจากสารเคมีที่ปนเปื้อนจากแหล่งต่างๆ มาสัมผัสกับอาหาร โดยสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต และเชื้อไวรัส แต่ที่พบได้มากสุดจะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอีโคไล (Ecoli) และเชื้อบางชนิดที่มีพิษร้ายแรงมาก เช่น  ลิสเทริโอซิส (Listeriosis)
  2. การรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล เราจะพบเชื้อโรคชนิด Vibrio parahemolyticus และ Salmonella spp. ได้บ่อย รวมไปถึงอาหารค้างคืนที่จะเป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อ Staphphyloccus aureus อีกด้วย
  3. การทิ้งอาหารสดเอาไว้นานก่อนนำมาปรุง ซึ่งอยู่ในอุณหภูมิสูงที่จนเกินไป ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเข้ามาเจริญเติบโต ในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้พวกมันแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็ว
  4. การละลายอาหารแช่แข็งที่ไม่ถูกวิธี ทำให้เชื้อโรคไม่ถูกทำลาย กลายเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษได้
  5. การใช้มือหรือภาชนะที่ไม่สะอาด มาทำการประกอบอาหาร หรือใช้ขณะรับประทานอาหาร
  6. อาหารกระป๋องแบบสำเร็จรูปบางชนิดมีสปอร์ในอาหาร เมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์จะทำให้สปอร์เหล่านั้นตกลงมาใส่อาหาร และกลายเป็นพิษต่อร่างกายตามมา

อาการที่สังเกตได้

อาการหลักๆ ที่สังเกตเห็นได้ชัด จะมีกลไกการทำงานของสารพิษหลังจากเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ อาการจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสารพิษที่ได้รับว่ามีระดับความรุนแรงแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

  1. กลไกของสารพิษที่จะส่งผลให้เกิดภาวะท้องเสียอย่างรุนแรง เรียกกันว่า noninflamma tory type เชื้อดังกล่าวจะไปทำให้เกิดอาการโดยตรงที่เยื่อเมือกบุลำไส้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ไม่มีการลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย อาการที่พบเด่นชัด คือ ท้องเสียจนเป็นน้ำ อาจมีเลือดปนออกมา อาการปวดท้องไม่รุนแรงนัก แต่จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างหนักได้ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เช่น อีโคไลบางสายพันธุ์ เป็นต้น
  2. กลไกของสารพิษที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เรียกกันว่า Inflammatory type เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้เล็ก จะตรงเข้าทำลายเยื่อเมือกของลำไส้ จากนั้นจะแพร่กระจายตัวผ่านเยื่อเมือกไปยังกระแสเลือดทั่วร่างกาย อาการเด่นชัดที่พบได้ จะมีอาการท้องเสียในลักษณะเป็นมูก มีเลือดปน ปวดท้องอย่างรุนแรง ไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามข้อและตามลำตัว เชื้อบางชนิดที่มีความรุนแรงมาก สามารถตรงเข้าไปทำลายระบบประสาท ตามมาด้วยภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต ไม่สามารถหายใจเองได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

การรักษาและการดูแลตัวเอง

  1. กรณีที่อาการของผู้ป่วยรุนแรมาก มีภาวะท้องร่วงรุนแรง ไม่รู้สึกดีขึ้น มีมูกเลือดปน ควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะช็อก
  2. ในการรักษาแพทย์จะแบ่งระดับความรุนแรงของอาการที่พบในผู้ป่วย โดยเบื้องต้นจะมีการให้สารละลายน้ำเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ป้องกันผู้ป่วยไม่ให้เกิดภาวะขาดาอาหารด้วยการให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น น้ำข้าว และโจ๊ก เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ อาการไม่รุนแรง ให้ปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องต้นด้วยการจิบเกลือแร่บ่อยๆ หรือน้ำสะอาด เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  4. หากมีอาการคลื่นไส้และปวดท้อง ควรงดรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้อาการต่างๆ รุนแรงมากขึ้น เมื่ออาการทุเลาลงแล้วค่อยรับประทานอาหารอ่อนๆ ในเบื้องต้นก่อน

การป้องกันตัวเองจากภาวะอาหารเป็นพิษ

การป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษ สามารถทำได้ไม่ยากด้วยการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้อง ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาด และล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ก่อนประกอบอาหาร หรือจับภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร รักษาความสะอาดของเครื่องปรุง เครื่องใช้ในครัว และทำความสะอาดห้องครัวอย่างสม่ำเสมอ

เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารพิสดารที่ไม่รู้จัก เพราะอาจจะมีสารพิษปนเปื้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

ส่วนอาหารสดก็ควรเก็บในตู้เย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสม ก่อนนำมาประกอบอาหาร หลีกเลี่ยงการทิ้งอาหารไว้ข้ามคืนหรือข้ามมื้อในอากาศร้อนๆ เพราะจะทำให้เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคอาหารเป็นพิษ ด้วยการรู้จักป้องกันตัวเองตั้งแต่ต้นตอของการเกิดโรค หยุดการแพร่กระจายของเชื้อร้ายไม่ให้เข้ามาทำร้ายสุขภาพของเราได้

ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค