แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

 

ร้อนใน

แผลร้อนใน (mouth ulcers) เป็นแผลที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุ (mucous membrane) ภายในช่องปาก โดยมักจะเกิดที่บริเวณเยื่อบุส่วนแก้มและริมฝีปากมากที่สุด ลักษณะของแผลมักจะมีรูปร่างเป็นวงกลมหรือวงรี ส่วนใหญ่มีสีขาว แดง เหลือง บางครั้งอาจมีสีเทา โดยรอบ ๆ แผลมักจะพบว่ามีอาการบวม แดง ร้อน เกิดขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของการอักเสบ

ลิงก์ผู้สนับสนุน

แม้ว่าแผลร้อนในจะสร้างความรำคาญและความเจ็บปวดขณะรับประทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม แปรงฟัน หรือแม้แต่การพูดคุยกัน แต่อาการที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่ไม่รุนแรง โดยทั่วไปแผลร้อนในนั้นสามารถหายได้ด้วยตัวเอง ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์แผลก็จะหายไป แต่บางครั้งแผลร้อนในอาจจะมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของอวัยวะในช่องปาก ซึ่งในกรณีนี้อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์

สาเหตุของการเกิดร้อนใน

แผลร้อนในนั้นมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในตัวผู้ป่วยเองและปัจจัยภายนอก อีกทั้งแต่ละปัจจัยยังก่อให้เกิดแผลร้อนในที่มีความรุนแรง และมีระยะเวลารักษาที่แตกต่างกันด้วย

แผลร้อนในที่ไม่รุนแรงและมีตำแหน่งเดียวนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเยื่อบุในช่องปาก ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการกัดที่เยื่อบุในขณะเคี้ยวอาหาร หรือในขณะที่พูด นอกจากนี้ ยังความร้อนเย็นของอาหารที่รับประทานเข้าไป ก็ยังมีส่วนทำให้เกิดแผลร้อนในได้เช่นเดียวกัน

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

ในกรณีที่เป็นแผลร้อนในซ้ำ หรือเป็นแผลร้อนในบ่อย ๆ นั้น ในทางการแพทย์ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่มีความเชื่อว่าพันธุกรรมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และอาจจะทำให้บางคนไวต่อสิ่งที่กระตุ้นที่ทำให้เกิดร้อนใน นอกจากนี้กว่าร้อยละ 40 ของคนที่เป็นแผลร้อนในซ้ำ ๆ ยังระบุว่า คนในครอบครัวของตนก็มีอาการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้เป็นแผลร้อนในซ้ำได้ มีดังต่อไปนี้

  1. การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น กาแฟ ถั่วต่างๆ อัลมอนด์ สตรอเบอร์รี่ ชีส มันฝรั่ง และช็อกโกแลต เป็นต้น
  2. รับประทานน้ำน้อย ร่างกายขาดน้ำ จึงทำริมฝีปาก รวมถึงเยื่อบุในช่องปากแห้ง
  3. การเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย เช่น บางคนอาจจะพบว่าตนเองเป็นแผลร้อนในทุก ๆ ครั้งที่มีประจำเดือน
  4. สารบางชนิดในยาสีฟันก็อาจจะกระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสารโซเดียม ลอริล ซัลเฟต (sodium lauryl sulphate) ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดในยาสีฟัน
  5. มีข้อมูลพบว่าในคนที่เลิกสูบบุหรี่ ในระยะแรกนั้นอาจจะมีแผลร้อนในเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบางประการในร่างกาย
  6. ความเครียดและความวิตกกังวลต่าง ๆ
  7. ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ได้แก่ ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยาไดโครฟีแนค (diclofenac) ยานาโพรเซน (naproxen) เป็นต้น
  8. ยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงหรือรักษาโรคหัวใจ เช่น ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta-blockers) เช่น โพรพาโนลอล (propranolol)
  9. ยารักษามะเร็ง (chemotherapy) และการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็ง
  10. การขาดธาตุเหล็ก ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ถูกขนส่งไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ลดลง อาจจะทำให้ความแข็งแรงของเยื่อบุในช่องปากลดลง รวมถึงการขาดวิตามินบี 12 ก็ส่งผลทำให้ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดลดลง
  11. การติดเชื่อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสเริม ไวรัสมือเท้าปาก รวมถึงไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้อีกสุกอีใส
  12. การอักเสบของทางเดินอาหาร หรือความผิดปกติของทางเดินอาหาร
  13. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอชไอวี (HIV)

หากทราบแล้วว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลร้อนในซ้ำ ๆ หรือเกิดขึ้นบ่อย ๆ คืออะไร วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อาจมีความจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและได้ผลต่อไป

11 วิธีการรักษาแผลร้อนใน

อย่างที่ระบุไปในตอนต้นของบทความแล้วว่า แผลร้อนในสามารถหายได้ด้วยตัวเองภายใน 7 – 14 วัน แต่บางครั้งความเจ็บปวดของแผล อาจสร้างความรำคาญและความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันได้ และในบางครั้งที่อาการของแผลร้อนในมีอาการรุนแรง หรือเป็นหลายตำแหน่ง ก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใช้ยา

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

ว่านหางจระเข้

ยาที่ใช้รักษาร้อนในนั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยทั่วไปแล้วยาที่ใช้มักจะเป็นตัวยาชนิดทาภายนอก เช่น แต้มไปที่รอยแผล ซึ่งยาประเภทนี้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูง โดยวิธีรักษาแผลร้อนในทั้งแบบไม่ใช้ยา และแบบใช้ยามีดังต่อไปนี้

1. ว่านหางจระเข้ สามารถช่วยสมานแผลร้อนในได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยทำให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่แผลอีกด้วย เพียงแค่นำสำลีก้านมาแต้มเนื้อเจล จากนั้นให้นำไปแต้มที่แผลเบา ๆ สามารถทำบ่อยได้ตามที่ต้องการ

2. ถุงชา เพราะมีคุณสมบัติทางเคมีเป็นด่าง จึงช่วยลดความระคายเคืองของแผลร้อนในจากกรดได้ นอกจากนี้ ในใบชายังมีสารสำคัญหลายตัว ที่ช่วยลดความเจ็บปวด โดยสามารถนำถุงชาที่ใช้แล้วไปแปะบริเวณร้อนในทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ความเจ็บปวดก็จะทุเลาลง

3. เบกกิ้งโซดา (baking soda) มีคุณสมบัติเป็นด่างเช่นเดียวกันกับใบชา ซึ่งสามารถช่วยลดความระคายเคืองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เบกกิ้งโซดายังช่วยฆ่าเชื้อโรค ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และยังช่วยให้อาการร้อนในหายได้เร็วขึ้น โดยนำเบกกิ้งโซดาเพียง 1 ช้อนชามาละลายน้ำประมาณครึ่งถ้วย จากนั้นให้นำมาบ้วนปาก

4. น้ำเกลือ มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคและยังช่วยสมานแผล เพียงอมน้ำเกลือครั้งละ 30 วินาที ก็สามารถช่วยให้แผลร้อนในหายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้น้ำเกลือเข้มข้น ยังทำให้น้ำออกมาจากเนื้อเยื่อรอบ ๆ แผล ซึ่งสามารถช่วยกำจัดหนองและของเหลวในแผลได้เป็นอย่างดี

5. ใบกะเพรา เพียงเคี้ยวใบกะเพราประมาณ 6 ใบ วันละ 5 ถึง 6 ครั้ง แผลร้อนในก็จะสมานเร็วขึ้น

6. ส่วนผสมของผงขมิ้นชันและกลีเซอรีน เพียงนำขมิ้นชัน 1 หยิบมือ ผสมให้เข้ากับกลีเซอรีน 1 ช้อนชา จนได้เป็นเนื้อครีม นำมาป้ายที่แผลร้อนใน ด้วยคุณสมบัติของขมิ้นก็จะช่วยลดการอักเสบได้ แต่ถ้าไม่สามารถหากลีเซอรีนได้ ก็ให้นำน้ำผึ้งสัก 1 ช้อนชา ผสมกับผงขมิ้นเพียง 1/4 ช้อนชา ก็สามารถนำมาทาที่แผลได้เช่นเดียวกัน

7. น้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารฆ่าเชื้อโรค ซึ่งน้ำยาประเภทนี้มักใส่ตัวยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอเฮกซิดีน (chlorhexidine) ซึ่งจะช่วยฆ่าแบคทีเรียต่าง ๆ รวมถึงช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำที่รอยแผล โดยเฉพาะแผลร้อนในที่เกิดลึก และไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีพอ แต่ข้อเสียของคลอเฮกซิดีน คือ อาจทำให้เกิดรอยด่างสีน้ำตาลที่ฟันได้ แต่รอยด่างนี้จะหายไปหลังจากหยุดใช้น้ำยาบ้วนปาก โดยคำแนะนำในการใช้น้ำยาบ้วนปาก คือ บ้วนวันละ 2 ครั้ง และควรแปรงฟันให้สะอาดก่อนบ้วนปากทุกครั้ง

8. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ นอกจากน้ำยาบ้วนปากที่ผสมสารคลอเฮกซิดีนแล้ว เรายังสามารถปรุงน้ำยาบ้วนปากใช้เองได้อีกด้วย เพียงแค่นำไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้กว้าง 1/4 ถ้วย ผสมกับน้ำสะอาด 1/4 ถ้วย และเติมเกลือและเบกกิ้งโซดาอย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน

9. วิตามินอี ซึ่งสามารถช่วยปกป้องแผลและยังช่วยทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น โดยสามารถใช้วิตามินอีชนิดแคปซูลมาตัดปลายเล็กน้อย จากนั้นบีบน้ำมันในแคปซูลเพียงเล็กน้อยลงไปบนแผลร้อนใน

10. ยาลดกรด เช่น ยาแมกนีเซียมิลก์ (milk of magnesia) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นด่าง สามารถเปลี่ยนกรดให้เป็นกลางได้ เพียงแค่นำสำลีก้านจุ่มยาลดกรด แล้วทาบริเวณแผลวันละ 3 ถึง 4 ครั้ง

11. ยาสเตียรอยด์ชนิดแต้มในปาก ยาในกลุ่มนี้มักถูกออกแบบมาเป็นลักษณะเจลหรือเนื้อขี้ผึ้ง สามารถใช้ได้ง่าย โดยป้ายไปที่รอยของแผล ยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ ทำให้อาการปวด บวม แดง ของร้อนในดีขึ้น นอกจากนี้ขี้ผึ้งหรือเจลที่ใช้ผสมตัวยา ยังช่วยปกป้องและใช้ความชุ่มชื้นให้บริเวณที่เกิดแผลร้อนในอีกด้วย แต่ข้อควรระวังของยาสเตียรอยด์ คือ ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน โดยเฉพาะเชื้อราในช่องปาก

วิธีแก้อาการร้อนในหลังกินทุเรียน

ทุเรียนเป็นผลไม้ฤทธิ์ร้อน ที่เราทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนใน แม้จะไม่ใช่ตัวกระตุ้นโดยตรง แต่หลายคนก็มักจะเกิดแผลภายในช่องปากมากกว่าในช่วงเวลาปกติ ดังนั้นหลังจากรับประทานทุเรียนไปแล้ว ทางที่ดีควรหาวิธีแก้ร้อนใน ที่จะช่วยลดแผลร้อนใน และยังช่วยลดอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ รวมไปถึงอาการท้องอืด ที่เกิดขึ้นจากการรับประทานทุเรียน

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

แก้ร้อนในจากทุเรียน

ตามหลักการแพทย์แผนไทยและจีน เชื่อว่าทุเรียนเป็นอาหารที่มีธาตุร้อน หรือที่เรียกกันว่า “หยาง” หากรับประทานเข้าไปมากแล้ว ก็จะทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวน ธาตุไม่สมดุล จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเย็นตามลงไป ซึ่งเรียกกันว่า “หยิน” ดังนั้นหยินและหยางจึงเป็นตัวช่วยปรับให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุล ด้วยหลักการรับประทานอาหารฤทธิ์เย็นต่อไปนี้

  1. ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นภายหลังจากการรับประทานทุเรียนลงไปแล้ว โดยไม่ใช่การดื่มแบบรวดเดียวหมด หรือฝืนดื่มจนแน่นท้อง แต่ให้ใช้วิธีดื่มแบบจิบช้าๆ ตลอดทั้งวัน ซึ่งจะช่วยคลายอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นขึ้น บางคนอาจชงผสมกับน้ำเกลือจางๆ เล็กน้อย ก็จะช่วยแก้ร้อนในจากการรับประทานทุเรียนได้
  2. รับประทานผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ซึ่งที่ได้รับความนิยมก็คือมังคุด ที่เชื่อกันว่าช่วยแก้ฤทธิ์ร้อนในได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ดื่มเครื่องดื่มที่เป็นน้ำสมุนไพร แบบไม่ผสมน้ำตาล หรืออาจจะผสมเล็กน้อย ได้แก่ น้ำใบเตย, น้ำมะนาว, น้ำรากบัว, น้ำเก๊กฮวย และน้ำเฉาก๊วย

วิธีป้องกันการเกิดแผลร้อนใน

วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดของแผลร้อนใน คือ การป้องกันไม่ให้แผลร้อนในเกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่งวิธีและแนวทางป้องกันมีดังต่อไปนี้

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

แผลร้อนใน

  1. ถ้าคุณทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการร้อนใน เช่น ยา อาหารบางชนิด หรือโรคบางอย่าง ซึ่งการป้องกันโดยการกำจัดปัจจัยกระตุ้น เป็นวิธีที่ได้ผลมากที่สุด
  2. สำหรับสาเหตุของร้อนในที่เกิดมาจากความเครียดและความวิตกกังวล การผ่อนคลายทั้งทางกายและจิตใจที่สามารถลดความเครียดได้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ร้อนในเกิดขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการเกิดความบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่องปาก เช่น อาหารแข็ง อาหารที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด รวมถึงอาหารที่มีเหลี่ยมคม เช่น ลูกอมต่าง ๆ นอกจากนี้ความบาดเจ็บในขณะพูดก็เป็นสาเหตุหลักของร้อนในเช่นกัน
  4. เลือกแปรงสีฟันที่เหมาะสม ขนแปรงไม่แข็งไม่อ่อนเกินไป ขนาดของหัวแปรงพอดีกับช่องปาก ก็จะสามารถลดความเสี่ยงที่แปรงสีฟันจะทำให้เกิดการบาดเจ็บในช่องปากได้
  5. การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว สามารถช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ทำให้ผิวหนังรวมถึงเยื่อบุในช่องปากชุ่มชื้น ความเสี่ยงของการเกิดร้อนในก็จะลดลง
  6. รักษาความสะอาดและสุขภาพของช่องปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อแทรกซ้อนลงได้
  7. เข้ารับการตรวจสุขภาพของช่องปากจากทันตแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจสอบสภาพในช่องปากที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดร้อนใน เช่น ฟันที่ไม่สบกัน หรือแม้แต่ฟันคุด
  8. ทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินสำคัญต่อกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน นอกจากนี้ ควรทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นประจำ เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบของกรดอะมิโนที่นำมาสร้างคอลลาเจนนั่นเอง

แผลร้อนใน แผลในช่องปากที่มักสร้างความน่ารำคาญ และยังส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในหลาย ๆ เรื่อง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น อาหารการกิน ยาต่าง ๆ โรคที่เป็นอยู่ รวมถึงการขาดสารอาหารบางชนิด ทั้งนี้การรักษาร้อนในสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการใช้ของที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว การใช้ยา หรือถ้าเป็นไม่มากก็สามารถปล่อยให้หายไปเองก็ได้ การดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบถ้วน รวมถึงการเลือกแปรงสีฟันให้เหมาะสม ก็เป็นวิธีที่จะหลีกเลี่ยงและลดความเสี่ยงที่จะเกิดแผลร้อนในได้ในอนาคต

ร้อนในที่ลิ้น

ร้อนในที่ลิ้น อาการเจ็บและน่ารำคาญกว่าร้อนในที่ปาก หากเป็นแผลที่ลิ้นใหญ่มากจะทำให้เจ็บจนกินไม่ได้เลย ยิ่งของที่มีผสเป็ดร้อนแล้วยิ่งแสบ แต่มีกรณีค่อนข้างน้อยที่ร้อนในจะเกิดในส่วนของลิ้น และยิ่งหากเป็นบ่อยๆ ยิ่งอันตราย เพราะร้อนในเป็นอาการแสดงถึงความไม่สมบูรณ์ของร่างกายในขณะนั้น

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

แผลร้อนในที่ลิ้น

วิธีรักษาแผลร้อนในที่ลิ้น

แผลร้อนใน ไม่สามารถรักษาได้ทันทีทันใด แต่อยู่ที่การดูแลตนเอง ต้องพยายามหาสาเหตุของการเกิดแผลร้อนในที่ลิ้นให้ได้เสียก่อน แล้วจึงแก้ตามต้นเหตุ (ซึ่งแต่ละคนมีสาเหตุไม่เหมือนกัน) ดังนั้นลองสังเกตุพฤติกรรมต่อไปนี้ ว่าคุณเคยทำหรือเปล่า หากเคยทำและคาดว่าเป็นสาเหตุของแผลร้อนใน ก็ควรเลิกทำ เพื่อให้แผลร้อนในหายไวขึ้น

  1. อาจเกิดจากท้องผูก หากรักษาอาการท้องผูกได้ แผลก็จะหาย
  2. อาจเกิดจากในช่วงนั้น นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก
  3. อาจเกิดจากความเครียด ความกังวล ความเครียดสะสม
  4. อาจเกิดจากการรับประทานอาหารมัน หรือของทอดมากเกินไป จนร่างกายขาดน้ำ
  5. อาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย เสียเหงื่อเยอะกว่าปกติ
  6. การกัดลิ้นตนเอง หากกรณีนี้ปล่อยไว้ซักพักก็จะหายเองอย่างรวดเร็ว
  7. ร่างกายขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี12 หรือโฟเลต

กินลำไยมากจะทำให้เกิดร้อนใน

แผลร้อนใน แผลเล็กในปาก ความความเจ็บปวดขณะทานอาหาร

ลำไย

จากความเชื่อโบราณที่บอกว่า “อย่ากินลำไยมาก เพราะจะทำให้เป็นร้อนใน” ซึ่งคำกล่าวนั้น… เป็นความจริง! เพราะที่เปลือกของลำไยจะมียาง ส่งผลโดยตรงต่อเยื่อบุภายในช่องปาก ทำให้เกิดเป็นแผลร้อนใน หากได้รับยางลำไยปริมาณมากๆ อาจส่งผลให้คอบวมได้ นอกจากอันตรายจากยางลำไยแล้ว ที่ผิวของเปลือกลำไยก็มีสารตกค้าง สารเคมี ยาฆ่าแมลงติดอยู่ ถึงแม้จะไมได้ทานเปลือกโดยตรง แต่มือที่ใช้ปลอกเปลือกนั้นก็อาจสัมผัสกับตัวลำไย จึงทำให้ได้รับสารเคมีได้เช่นกัน ดังนั้นหากจะทานลำไยแล้วไม่อยากให้เกิดร้อนใน หลังจากปลอกเปลือกแล้วให้นำลำไยไปล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเปล่าก่อนทาน

ร้อนในขาดวิตามินอะไร?

นอกจากสาเหตุอันมากมาย ที่มักเป็นต้นตอทำให้ร่างกายเกิดอาการร้อนในขึ้นภายในช่องปากแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเกิดภาวะขาด วิตามินบี 12 อันเป็นส่วนสำคัญสำหรับการป้องกันการเกิดแผลร้อนใน ใครก็ตามที่ขาดวิตามินนี้ จะทำให้เกิดอาการ เป็นๆ หายๆ บ่อยขึ้น

นั่นเป็นเพราะว่า สาเหตุที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดร้อนในขึ้นมา คือสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ มีภาวะเครียดสะสม นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 12 ให้เพียงพอ จะเป็นตัวเข้าไปช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยเพิ่มสมาธิ ทำให้ร่างกายผ่านคลายจากความเครียด เพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นการปรับสมดุลให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ภูมิคุ้มกันกลับมาแข็งแรง ลดการเกิดร้อนในให้น้อยลงได้นั่นเอง ดังนั้นหากพบว่าตัวเองเกิดอาการร้อนในอยู่บ่อยๆ ควรหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าระบบกำลังเสียสมดุล ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงควรเครียด และกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบตามหลักโภชนาการ

ทำยังไงไม่ให้กัดปากตัวเอง

นิสัยกัดกระพุ้งแก้มตัวเอง ที่เชื่อว่าคนส่วนมากต้องเคยเป็น และบางคนก็ทำจนเป็นนิสัยไม่รู้ตัว จนทำให้เกิดการบาดเจ็บ เนื้อเยื่อที่กระพุ้งแก้มหลุดลอก ตามมาด้วยอาการอักเสบ จนกลายเป็นแผลร้อนไหนที่แสนทรมาน พฤติกรรมชอบกัดกระพุ้งแก้ม มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ปวดฟัน โดยที่เราจะพยายามสูดลมเข้า ทำให้กระพุ้งแก้มถูกดูดเข้าไปติดอยู่ที่แนวฟัน เนื้อเยื่อของกระพุ้งแก้มจะไปติดอยู่ในจุดที่ทำให้เรางับกระพุ้งแก้มได้แบบพอดี หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาอาการปวดฟันได้ วิธีแก้ไขไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บที่กระพุ้งแก้ม คือการเม้มปากให้สนิท เป่าลมให้แก้มพองทั้งสองข้าง เคี้ยวฟันกรามเข้าหากันช้าๆ เร็วๆ สลับไปมา เหมือนกำลังเคี้ยวอากาศในปาก เมื่อฝึกฝนบ่อยๆ จะทำให้เรารู้ตำแหน่งของกระพุ้งแก้มและฟันกราม ช่วยป้องกันไม่ให้กระพุ้งแก้มถูกงับเอาได้

แต่หากเป็นพฤติกรรมติดนิสัย ไม่ได้มาจากอาการปวดฟัน เพราะรู้สึกสนุกเวลาที่ฟันขบลงไปกับหนังกระพุุ้งแก้มเหมือนกับการเคี้ยวกระดูกอ่อน แก้ไขด้วยการหันมาเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดไร้น้ำตาลแทน จะเป็นตัวช่วยแก้นิสัยเดิมที่เคยเป็น อีกทั้งยังช่วยลดอาการเครียดระหว่างปวดฟันให้น้อยลง ทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น แล้วค่อยไปแก้ที่ต้นเหตุคือ การรักษาฟันผุให้เร็วที่สุด

ร้อนในเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ว่าจะเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ตาม อาการเหล่านี้จะปรากฏขึ้นภายในช่องปาก ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด มีขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันไป บางคนอาจเป็นร้อนในครั้งหนึ่งหลายตำแหน่ง แม้จะเป็นอาการที่ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต และสามารถหายไปได้เองตามธรรมชาติ

ข้อมูลอาการของโรคของแต่ละบุคคล อาจมีความแตกต่างกัน ควรสอบถามแพทย์เพื่อวินิจฉัย
ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค