โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

 

กรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน (GERD) เป็นอาการปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องส่วนบน มีรสขมในช่องปาก หรือมีอาการเรอเปรี้ยว มีอาการปวดท้องหนักๆ หลายๆ คนอาจคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคกระเพราะอาหาร

ลิงก์ผู้สนับสนุน

เคยมีอาการออกร้อนที่ลำคอบ้างรึเปล่า ? หลายครั้งหลังจากมื้ออาหาร คุณมักจะนอนราบลงเพื่อให้รอให้อาหารย่อย โดยเว้นว่างจากการทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เป็นประจำหรือไม่ ? แต่ ! อย่าเพิ่งคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มันอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรค กรดไหลย้อนก็เป็นได้ ซึ่งโรคดังกล่าวนี้ก่อให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร การรักษาเป็นไปได้ยาก

ในปัจจุบันแผนกอายุรศาสตร์ตามโรงพยาบาลต่างๆ มีผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หรือ เกิร์ด (GERD) อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยหรือคนทั่วไปยังไม่เข้าใจว่าและเกิดความสงสัยว่าโรคกรดไหลย้อนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอันตรายต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด การดูแลรักษา รวมไปถึงการปฏิบัติตนควรทำอย่างไร ตอนนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม จะได้เตรียมตัวป้องกันเพื่อไม่ให้โรคร้ายนี้คร่าความสุขไปจากคุณได้

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

โรคกรดไหลย้อน

เข้าใจโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หรือ เกิร์ด (GERD) เป็นภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้มีอาการระคายเคืองภายในบริเวณลำคอ ซึ่งหลายๆ คนคงมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการทำงาน หรือมุ่งมั่นกับการเรียนมากขึ้นจนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินได้ดีเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา มักจะมีอาการแสบร้อนบริเวณอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ มีความรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก รวมทั้งมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาแสดงให้เห็นว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ซึ่งอาการดังกล่าวคล้ายคลึงกับอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดและไปซื้อยาลดกรด (Antacids) ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ การกระทำเช่นนั้นยังเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด โดยในช่วงหลังพบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมาพบแพทย์ด้วยอาการที่เกิดจากโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น

ในภาวะปกติร่างกายจะมีกลไกลเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำย่อย จากกระเพาะอาหารขึ้นไปยังหลอดอาหาร โดยจะมีการทำงานของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter, LES) ซึ่งหูรูดที่ว่านี้จะคลายตัวออกเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านลงสู่กระเพาะอาหารได้

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

จากนั้นหูรูดหลอดอาหารจะหดตัวปิดทันที เพื่อไม่ให้อาหารและกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปได้ เมื่อประสิทธิภาพในการทำงานของกลไกการควบคุมในส่วนนี้บกพร่อง หรือเสื่อมลง จึงอาจก่อให้เกิดกรดไหลย้อน

อาการนี้สามารถเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือในบางรายอาจเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นติดต่อกันจนเรื้อรัง อาจทำให้เกิดพยาธิสภาพภายในหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารอักเสบ มีเลือดออก และอาจทำให้ปลายหลอดอาหารตีบได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายจนกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ในที่สุด

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

สาเหตุของการเกิดโรคกรดไหลย้อนมีความเป็นไปได้ในหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งความผิดปกติในการทำหน้าที่ของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เช่น

  1. มีการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างโดยที่ไม่มีการกลืน หรือความดันของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างลดลงจนไม่สามารถต้านทานแรงดันในช่องท้องและการบีบตัวของกระเพาะอาหารได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวทำงานผิดปกติยังไม่ทราบแน่ชัด สามารถพบได้ในบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยหูรูดสามารถเสื่อมลงได้ตามอายุ หรืออาจมีความผิดปกติที่เกิดมาแต่กำเนิด
  2. อาจพบโรคกรดไหลย้อนในสตรีมีครรภ์ได้อีกด้วย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายที่มีผลต่อการทำงานของหูรูดหลอดอาหาร

กรดไหลย้อนเกิดมาจากสภาวะเป็นกรดสูงในหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่เนื้อเยื่อค่อนข้างอ่อนแอ เมื่อเทียบกับกับอวัยวะอื่น โดยกรดก็ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพราะอาหาร ตามปกติกรดในกระเพราะอาหารจะมีหูรูดป้องกันไม่ให้มีการไหลย้อนกลับมา แต่ในช่วงที่มีการกลืนอาหาร หรือช่วงที่กล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ นั่นคือสาเหตุโดยตรงที่อธิบายจากร่างกายโดยอาการมักเกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหาร

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

10 วิธีง่ายๆห่างไกลกรดไหลย้อน (ร.พ.เปาโล)

ได้มีการค้นพบว่าโรคกรดไหลย้อนนี้มีความสัมพันธ์กับความอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนที่เกิดขึ้นในกะบังลม (Hiatal Hernia) โดยมีกระเพราะอาหารบางส่วนไหลเลื่อนเข้าไปอยู่ที่ช่องอก ทำให้มีโอกาสเกิดการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดโรคกรดไหลย้อน อาจได้แก่ พฤติกรรมการบริโภค ไปจนถึงการปฏิบัติตน ได้แก่

สาเหตุทางอ้อมของโรคกรดไหลย้อน

  1. กระเพราะอาหารเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในกระบังลม
  2. การรับประทานอาหารรสจัด อาหารมัน หรืออาหารย่อยยาก
  3. การดื่มชา น้ำอัดลม กาแฟ
  4. การรับประทานเครื่องเทศ จำพวกหอมกระเทียม
  5. การตั้งครรภ์
  6. การดื่มสุราและสูบหรี่
  7. ความเครียด
  8. การนอน หรือเอนกายทันที หลังจากการรับประทานอาหาร
  9. การสวมเสื้อผ้าคับและรัดเข็มขัดแน่น
  10. การใช้ยาบางเช่น อาทิ ยาขยายหลอดลม ยาความดันกลุ่มปิดกั้นเบาตาและกลุ่มต้านแคลเซียม ยาต้านคอลิเนอร์จิก
  11. ปริมาณฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะมีผลไปช่วยกระตุ้นการคลายตัวของหูรูด หรือกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากขึ้น

อาการกรดไหลย้อน

อาการทั่วไปของโรคนี้คือมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอก จนถึงลิ้นปี่ มีบางครั้งที่อาจลำคอ มีอาการจุกเสียดแน่น คล้ายๆ กับอาหารไม่ย่อย รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในบริเวณช่องปาก เรอบ่อย หรือมีอาการคลื่นไส้อยู่ตลอดเวลา

ในบางรายอาจพบอาการผิดปกติของโรคหู คอ จมูก อาทิ ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรืออาการหอบหืดกำเริบมากขึ้น เนื่องจากมีการไหลย้อนของน้ำย่อยไประคายที่คอหอย กล่องเสียงและหลอดลม

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

แสบที่ลิ้นปี่

อาการกรดไหลย้อนอื่นๆ

  1. อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
  2. ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
  3. กลืนอาหาร หรือน้ำลายติดขัดคล้ายกับมีก้อนจุกอยู่ในลำคอ
  4. ในบางรายโรคกรดไหลย้อนอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรืออาจเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

การรักษาโรคกรดไหลย้อน

ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ใช่โรคที่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่ลดคุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นได้อย่างมาก ดังนั้นผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนเหล่านี้ควรรีบรักษาให้หายขาดจะดีที่สุด

การรักษาด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

อันดับแรกคือเรื่องของการรับประทานอาหาร ควรหลีกเหลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ควรรับประทานอาหารให้เป็นเวลา หากใครที่รับประทานอาหารเป็นเวลาแล้วอาการกรดไหลย้อนยังไม่หายไป แนะนำให้แบ่งทานอาหารเพิ่มเป็น5มื้อย่อยแทน เพราะอีกสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนคือ การรับประทานอาหารมากกเกินไป จึงทำให้หูรูดของกระเพราะอาหารไม่สามารถปิดสนิทได้นั่นเอง

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

รักษากรดไหลย้อน

ไม่ควรเข้านอน เอนกาย หรือออกกำลังกายหนักๆทันทีหลังจากการรับประทานอาหาร ควรจะให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพราะอาหารเสียก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง การสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการได้

เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

  • ไม่ควรรับประทานอาหารปริมาณที่มากจนเกินไปในแต่ละมือ ควรรับประทานบ่อยครั้ง ครั้งละน้อยๆ
  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด / เผ็ดจับ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา และการสูบบุหรี่

พฤติกรรมการดำเนินชีวิต

  • ไม่ควรนอน หรือเอนกายลงนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร ควรเว้นอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • รักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะไม่ให้อ้วนจนเกินไป
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและพยายามดูแลเรื่องอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว รวมถึงไม่รัดเข็มขัดแน่นจนเกินไป

คนที่มีรูปร่างอ้วนกว่าปกติ การลดน้ำหนักอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนลดลง หรือหมดไปได้เช่นกัน และที่สำคัญคือควรเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

รักษากรดไหลย้อนด้วยการใช้ยา

ยาที่ใช้ทำการรักษามีหลายชนิดเช่นยาลดกรด ยายับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพราะอาหาร หรือแม้กระทั่งยาลดการบีบตัวของกระเพราะอาหาร

ในกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น มีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาร่วม ผู้ป่วยควรรับประทานยายามกำหนดของแพทย์อย่างเคร่งครัด และหากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร

  • ปัจจุบัน ยาที่ได้ผลที่ดีที่สุด คือ ยาลดกรดในกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton Pump Inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) ขนาด 20 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 – 2 ครั้ง มีประสิทธิภาพสูงมากในการป้องกันอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6 – 8 สัปดาห์ หรืออาจะต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานานหลายเดือนขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย อย่างในกรณีที่เป็นมาก หรือมีอาการมานาน อาจมีการปรับการรับประทานยาเป็นระยะๆ ตามอาการที่เกิดขึ้น
  • ในบางกรณีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น เมโทโคลพราไมด์ (Metoclo-Pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 – 4 ครั้ง โดยยาชนิดนี้ควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาที

รักษากรดไหลย้อนด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดจะใช้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถรักษาด้วยสองวิธีแรกแล้วเท่านั้น ในบางรายที่ใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น อาจมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซ่มหูรูด การจะรักษาด้วยยา หรือการผ่าตัดจะต้องกระทำโดยได้รับคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น 

ภาวะแทรกซ้อนของกรดไหลย้อน

ถึงแม้ว่าโรคกรดไหลย้อนจะไม่ได้สร้างอันตรายจนถึงชีวิต แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมาน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้จึงควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต่อไป หากมีอาการใกล้เคียงที่กล่าวไปแล้วนั้นให้เรียบใส่ใจตนเองทันที เพราะหากละเลยไม่รีบรักษาจนกลายเป็นอาการที่เกิดขึ้นเรื้อรัง อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้

  • หลอดอาหารอักเสบ โดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกขณะกลืนอาหาร
  • เกิดแผลในหลอดอาหาร อาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือขับถ่ายเป็นสีดำ
  • หลอดอาหารตีบตัน จะมีอาการกลืนอาหารลำบาก อาเจียนบ่อย
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร หากเป็นรุนแรงอาจก่อให้เกิดมะเร็งหลอดอาหารได้ มักจะมีอาการเจ็บขณะกลืนอาหาร กลืนลำบาก อาเจียนบ่อย และน้ำหนักลด
โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

หลอดอาหารอักเสบ

เห็นแบบนี้แล้วก็ควรรีบหันมาสังเกตตนเอง และให้ความสำคัญในเรื่องของการกินอยู่ให้ดีขึ้น ถูกสุขลักษณะมากขึ้น โรคร้ายๆ จะได้ไม่ตามมากวนใจ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเดินเข้าออกโรงพยาบาลตลอดเวลาจริงรึเปล่า

แล้วเราจะไปพบแพทย์เมื่อใด ?

คำตอบคือเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ อาเจียนหรืออุจาระมีเลือดปน มีอาการอ่อนเพลียน้ำหนักลงอย่าต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ รับประทานยาจนครบแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

เมื่อเราทราบสาเหตุ การป้องกันและรักษาโรคกรดไหลย้อนแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองเพื่อให้เราห่างไกลจากโรคนี้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการแนะนำผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้ ก่อนที่เขาจะไปพบแพทย์ หรือทำการรักษาอย่างผิดวิธี เพราะจริงแล้วโรคกรดไหลย้อนนั้นส่วนใหญ่ รักษาได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

อาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

นอกจากการรับประทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว การควบคุมอาหารบางประเภทก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นกรดไหลย้อน โดยอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคืออาหารประเภทที่ทำให้กล้ามเนื้อส่วนหูรูดบนกระเพาะอาหารไม่กระชับ อันได้แก่ ช็อกโกแลต เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ใบเปปเปอร์มินต์ ของทอดทุกชนิด รวมไปถึงอาหารที่มีไขมันสูง

การหลีกเลี่ยงอาหารที่เพิ่มกรดในกระเพาะ เพื่อป้องกันความรุนแรงของอาการ และลดความเจ็บปวดจากกรด อาหารที่ควรลดได้แก่ อาหารเผ็ดร้อนทุกชนิด พริก น้ำชา กาแฟ กระเทียม หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง อาจรวมไปถึงไข่ ก๋วยเตี๋ยว แป้ง ข้าวโพด พาสต้า ลูกพรุน น้ำมะเขือเทศ ส้ม และที่สำคัญคือควรงดน้ำอัดลม

โรคกรดไหลย้อน อาการร้อนที่ลำคอหลังทานอาหาร

ผักต้ม

อาหารที่ควรทาน

อาหารที่ผู้เป็นกรดไหลย้อนควรทานมากที่สุดคือ “ผักต้ม” โดยเฉพาะผักสีเขียว ที่มีกากใยสูงเช่น ผักคะน้า, ผักสลัด, ตำลึง, ผักบุ้ง, ผักหวาน รวมไปถึงผักที่ย่อยง่าย ไม่ก่อให้เกิดกรดสะสมมากเช่น ผักกาดขาว, ดอกกะหล่ำ, กะหล่ำปลี, โตวเหมี่ยว นอกจากนั้นเม็ดแมงลัก กับกล้วยน้ำว้า ก็เป็นอาหารว่างที่ควรรับประทาน เพราะมีกากใยสูง และมีฤทธิ์เย็น 

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังทานอาหาร

  1. ไม่ควรทานอาหารอิ่มเกิน แต่ถ้าอยากทานมาก ให้ทานทีละนิดบ่อยๆ
  2. ควรทิ้งช่วงซัก 2-3 ชั่วโมงหลังอาหาร ก่อนทำกิจกรรมอื่นๆ
  3. หลังรับประทานอาหารแล้ว ไม่ควรนอนหรือก้มในทันที อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  4. ลดความเร็วในการทานอาหารลง อย่าทานเร่งรีบ ให้เคี้ยวนานๆ
  5. ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดส่วนท้องมากเกินไป
  6. หากมีความจำเป็นต้องนอนหลังทานอาหาร ควรทำให้หัวเตียงอยู่สูงกว่าลำตัว
  7. เวลาทานอาหาร ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไปพร้อมกับอาหาร
  8. ความเครียดมีผลต่อปริมาณกรดในร่างกาย ดังนั้นควรผ่อนคลาย ลดความเครียด

ข้อปฏิบัติป้องกันอาการของโรค

  1. ลดความอ้วน ลดอาหารประเภทไขมัน หากออกกำลังกายเพื่อลดพุงลดหน้าท้องได้จะดีมาก เพราะว่าไขมันส่วนพุงจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมากกว่าปกติ
  2. เลิกอาหารที่เป็นกรดอย่างถาวร งดสุรา บุหรี่ รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3. ระมัดระวังพฤติกรรมจากโรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง เช่นการไอ และโรคท้องผูก
  4. ไม่ควรทานอิ่มเกิน ไม่กินข้าวพร้อมกับดื่มน้ำมากเกินไป
  5. ปรับเวลาทานอาหาร เพราะผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนไม่ควรทานอาหารก่อนนอน เนื่องจากช่วงที่นอนหลอดอาหารจะเปลี่ยนแกน
  6. นอนหัวสูงเสมอ ไม่ควรใช้หมอนรองหลายใบ แต่ให้ปรับเตียงให้เอียงขึ้นมา หรือหาอะไรมารองขาเตียงส่วนหัวให้สูงขึ้นซัก 6 นิ้ว

กรดไหลย้อน ผลไม้ที่กินได้ และกินไม่ได้

การเลือกกินผลไม้สำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อน แต่ต้องการดูแลสุขภาพ เพราะใช่ว่าผลไม้ที่มีประโยชน์ทุกชนิดจะสามารถทานได้ เพราะผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน จะไม่ถูกกับผลไม้ที่มีกรดสูง ดังนั้นลองมาดูข้อควรปฏิบัติ เลือกทานผลไม้ให้ถูกชนิด จะได้ลดอาการไม่ให้กำเริบขึ้นมาบ่อยๆ

ผลไม้ที่ควรเลือกทาน-ผลไม้ต้องห้าม

สำหรับผลไม้ที่ผู้ป่วยจะเลือกทานได้ จะเป็นผลไม้ที่ช่วยทำให้รู้สึกสบายท้อง  ทำให้ท้องเย็น เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น แตงไทย ชมพู่ แคนตาลูป และกล้วยน้ำว้า เป็นต้น

ส่วนผลไม้ที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเป็นตัวเข้าไปกระตุ้นอาการ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีรสหวานจัด เปรี้ยวจัด หรือทานเข้าไปแล้วทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อมากขึ้น เช่น ลำไย เงาะ แตงโม แก้วมังกร มะเขือเทศ เสาวรส และมะม่วงเปรี้ยว เป็นต้น

ทำไมตั้งครรภ์แล้วจึงเสี่ยงกรดไหลย้อน

การตั้งครรภ์กับภาวะกรดไหลย้อนมักเป็นสิ่งที่มักจะมาคู่กัน กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ถือว่าพบได้มาก ราว 30-50 เปอร์เซ็นต์ของหญิงตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน แม้จะไม่เคยมีประวัติมาก่อน

สาเหตุ ที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้สูง นั่นก็เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนและระบบการทำงานของร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงสรีระด้วย ส่งผลให้หูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง ที่เชื่อมต่อกับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร ถูกลดการทำงานลง ทำให้การเปิดปิดของหูรูดนี้ ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาคือปัญหากรดที่สามารถไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อน

กรดไหลย้อนกับ “มะเร็งหลอดอาหาร”

ภาวะกรดไหลย้อนที่พบได้มากในปัจจุบัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเมื่ออาการกำเริบขึ้นมา เรียกได้ว่านอกจากโรคกระเพาะแล้วนี่คือโรคที่มักจะพบได้บ่อยในกลุ่มคนเมืองที่ใช้ชีวิตกันแบบเร่งรีบ

ความน่ากลัวของโรคนี้ ไม่เพียงแค่ความรู้สึกแสบร้อนบริเวณหลอดอาหารอันเนื่องมาจากกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารชนิดผ่อนส่ง หากไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตัวเอง หรือมองข้ามการรักษา ยิ่งทิ้งไว้ในระยะยาว จะทำให้หลอดอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เซลล์กลายเป็นเชื้อมะเร็งได้

ความเสี่ยงสู่โรคมะเร็งหลอดอาหาร

อาการหลักๆ ของกรดไหลย้อนที่มักรู้สึกขมภายในปาก จุกเสียด แน่นท้อง แสบกระเพาะ จนแสบร้อนมาถึงอก ซึ่งเป็นบริเวณของกระเพาะอาหาร หากปล่อยทิ้งเอาไว้นานโดยไม่ทำการรักษา หรือทำการรักษาแบบไม่ถูกต้อง จะส่งผลเสียให้โรคกรดไหลย้อนไม่หายสนิท กลายสภาพเป็นโรคเรื้อรังขึ้นมาในทันที

ผลกระทบคือ การอักเสบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว กระทั่งเกิดเป็นภาวะหลอดอาหารอักเสบชนิดรุนแรง เยื่อบุบริเวณหลอดอาหารจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในระยะเวลาประมาณ 7-10 ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่หลอดอาหารจะกลายสภาพเป็นโรคมะเร็งที่น่ากลัวได้

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคกรดไหลย้อน ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นความเครียด และนิสัยในการกินอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนบานปลาย กลายเป็นความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อไปได้

รวมคำถาม-คำตอบ

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ มีผลกระทบต่อลูกในท้องหรือไม่ ?

คุณแม่ที่กังวลกับโรคกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ ให้มั่นใจได้เลยว่าอาการที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบกับลูกน้อยโดยตรงแต่อย่างใด เนื่องจากบริเวณมดลูกที่ลูกน้อยกำลังเติบโต กับส่วนของกระเพาะอาหารเป็นคนละส่วนกัน แต่ในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพคุณแม่ อาจกลายเป็นโรคเรื้อรัง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ กระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กทารกทางอ้อมได้

จากกรดไหลย้อน สู่การเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร มีอาการแสดงอย่างไร ?

อาการของโรคมะเร็งหลอดอาหาร จะสัมพันธ์กับโรคกรดไหลย้อนโดยตรง แต่ระยะเวลาของการเป็นมักจะมาจากภาวะกรดไหลย้อนที่เป็นสม่ำเสมอ แต่กว่าจะทราบว่าเป็นมะเร็ง ก็มักจะทิ้งช่วงจนลุกลามสู่ระยะสุดท้าย ที่ผู้ป่วยแทบจะไม่มีโอกาสกลับมาหายเป็นปกติได้อีก

การใช้ยา ควรสอบถามแพทย์และเภสัชกร เนื่องจากยาแต่ละรายการมีข้อควรปฏิบัติแตกต่างกันไป
ข้อมูลอาการของโรคของแต่ละบุคคล อาจมีความแตกต่างกัน ควรสอบถามแพทย์เพื่อวินิจฉัย
ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค