โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

 

ริดสีดวง

โรคริดสีดวงทวารหนัก หรือเรียกง่ายๆ ว่า โรคริดสีดวงนั้น เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความทุกทรมานกับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เป็นโรคหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบอาการตั้งแต่เริ่มแรก โรคริดสีดวงเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคริดสีดวงแล้วย่อมรู้สึกทรมานจนสร้างความลำบากใจและทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันมาพร้อมความไม่สะดวกสบายได้มากยิ่งขึ้น

ลิงก์ผู้สนับสนุน

โรคริดสีดวงทวาร ภาษาอังกฤษเรียกว่า (hemorrhoids) คือ การที่หลอดเลือดลำไส้ใหญ่ และทวารหนักมีอาการบวมโป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก และเกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ดังนั้นเมื่อเกิดอาการจะก่อให้เกิดความรำคาญใจ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ตัวผู้ป่วยเองต้องรีบรักษาตัว อย่าปล่อยให้โรคริดสีดวงอยู่กับเราเป็นเวลานานโดยละเลยการรักษา

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร

สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
  • ท้องเสียบ่อย
  • พฤติกรรมชอบเบ่งอุจระอย่างแรง
  • ชอบนั่งถ่ายอุจระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย
  • ใช้ยาสวนอุจระ หรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น
  • มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง
  • อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก
  • บุคคลที่ในครอบครัว มีประวัติว่าเคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก

อาการของโรคริดสีดวง

  อาการของโรคริดสีดวงสีดวงทวารหนัก คือมีเลือดออกขณะขับถ่าย และหลังขับถ่ายอุจจาระ และมีติ่งเนื้อบริเวณขอบทวาร ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการไม่ค่อยรุนแรง และหากปล่อยไว้นานหลายปีจะเริ่มมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่รุนแรง

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

ริดสีดวงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

ประเภทที่ 1 ริดสีดวงภายใน

ริดสีดวงภายใน เกิดจากการที่เนื้อเยื้อของทวารหนัก อยู่สูงกว่า dentate line เลื่อนตัวลงมาทางปากทวารหนัก ทำให้เกิดอาการเลือดออกขณะขับถ่ายอุจจาระ หรือยื่นออกมาจากปากทวารหนัก

ประเภทที่ 2 ริดสีดวงภายนอก

ริดสีดวงภายนอก คือเนื้อเยื้อที่อยู่ใต้ dentate line ยืดออกมาเป็นติ่งเนื้อ สามารถพบริดสีดวงภายในและภายนอกร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งวิธีการรักษานั้น ก็พิจารณาจากชนิด และความรุนแรงของโรค โดยการเน้นที่การบรรเทาอาการของโรค ไม่จำเป็นต้องขจัดหัวริดสีดวงทวาร

ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวง

ผู้ที่มักมีปัญหาท้องผูก หรือผู้ที่มักนั่งถ่ายอุจจาระนาน และต้องนั่งเบ่งเป็นประจำนั้น แรงเบ่งจะเพิ่มความดัน และทำให้เกิดการบาดเจ็บในกลุ่มเนื้อเยื้อหลอดเลือด ส่งผลทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง และหลอดเลือดขอดได้ง่าย ท้องเสียเรื้อรัง การอุจจาระบ่อย ๆ นั้นจะเพิ่มความดัน จะทำให้เกิดการบาดต่อกลุ่มเนื้อเยื้อหลอดเลือดได้เช่นกัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักจึงทำให้เกิดการกดเบียดทับ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อกลุ่มเนื้อเยื้อส่วนนี้เรื้อรัง จึงทำให้มีเลือดคั่งในหลอดเลือด เกิดการโป่งพองได้ง่าย

การวินิจฉัยโรค

  • ก่อนอื่นจะต้องแยกโรคริดสีดวงออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีกลุ่มอาการคล้ายกัน เช่น โรคมะเร็งลำไส้ และโรคมะเร็งทวารหนัก
  • การตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติ หรืออาจจะเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา
  • การตรวจทวารหนักด้วยมือ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยแยกแยะทวารหนักออกจากโรคอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกับโรคริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนเนื้อหรือแผลบริเวณทวารหนัก
  • การตรวจด้วยการส่องดูทวารหนัก anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเสมอเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องชัดเจน
  • การตรวจด้วยการส่องด้วยกล้อง sigmoidoscope ควรทำในผู้ป่วยที่มีอายุมาก และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ หากพบว่ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกปนเลือด หรือแม้แต่การคลำเจอก้อนในทวารหนัก
  • การส่งตรวจด้วยสวนสี x-ray ลำไส้ใหญ่ barium enema หรือการส่องกล้องดูลำไส้ใหญ่ colonoscopy จะใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อ ผู้ป่วยมีอาการที่ไม่ชัดเจน หรืออาการของโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งการใช้ตรวจที่ป่วยที่สูงอายุ

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

อันตรายของโรคริดสีดวงทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารหนักส่วนใหญ่แล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สิ่งที่เป็นอันตรายถือการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก แต่ว่าเป็นเนื้อร้ายและสิ่งที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารหนักภายในแล้วเกิดการเสียเลือดมาก ซึ่งถ้าหากเกิดกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจะมีผลทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้และเสียชีวิตในที่สุด

ริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์ เป็นโรคริดสีดวงที่เกิดจากปัญหาท้องผูก ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนตั้งครรภ์หรือในขณะตั้งครรภ์ ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการยืดขยายตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหาร และการกดทับของลำไส้ สาเหตุก็มาจากมดลูกที่เพิ่มขนาดมากขึ้น หากอาการท้องผูกถูกปล่อยไว้นาน ก็จะกลายเป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงได้

อาการของโรคริดสีดวง

  • มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ
  • สังเกตว่ามีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ
  • ทวารหนักเปียกแฉะ และมีอาการคันปากทวารหนักร่วมด้วย
  • มีอาการเจ็บทวารหนักโดยเฉพาะตอนขับถ่าย
  • คลำเจอก้อนเนื้อบริเวณทวารหนัก

หากเริ่มเป็นในระยะแรก โดยที่หัวยังอยู่ภายใน ผู้ป่วยจะไม่เจ็บแต่จะมีเลือดออกหรือริดสีดวง ระยะที่ 2 ที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมาจากปากทวารเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดเข้าไปเองได้ ซึ่งริดสีดวงทั้ง 2 ระยะนี้สามามารถรักษาด้วยตัวเองได้ในเบื้องต้น

การรักษาโรคริดสีดวง

1. การรักษาโรคริดสีดวง ด้วยตัวเอง

  ความรุนแรงของโรคริดสีดวงนั้น แต่ละคนมีอาการรุนแรงไม่เหมือนกัน หากเป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 นั้น สามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้ โดยการนั่งแช่ในน้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำจนกลายเป็นสีชมพูจาง ๆ จากนั้นเอาก้นนั่งแช่ลงในกาละมัง 15-20 นาที ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

2. เหน็บยารักษาริดสีดวง

ยาเหน็บรักษาริดสีดวงนั้นมีหลายยี่ห้อ และมีหลายชนิด แต่มีตัวยาคล้ายกัน โดยแนะนำให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ครีมลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในการรักษาโรคริดสีดวง

3. การรักษาโดยการฉีดยา

โดยวิธีนี้ จะใช้การฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งของริดสีดวงที่เลือดออก เพื่อทำให้เลือดจับลิ่มในหัวริดสีดวง หลังจากนั้นจะเกิดเนื้อผังผืดมาแทนที่หัวริดสีดวง ต่อมาเนื้อพังผืดก็จะเกิดการหดตัวตามธรรมชาติ แล้วจะทำให้หัวริดสีดวงฝ่อไป

4. การรักษาโดยการใช้ยางรัด

โดยการยิงยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อให้ริดสีดวงขาดเลือด ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงฝ่อและหลุดไปเองตามธรรมชาติ

5. การผ่าตัด

ริดสีดวงที่อยู่ในระยะที่ 3 และ 4 นั้น ริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่มากจนไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น การผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของริดสีดวงทวาร รวมทั้งความชำนาญของศัลยแพทย์ เช่น ริดสีดวง 1–2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้อุปกรณ์พิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องมีการใช้ไหมเย็บแผล แต่ถ้ามีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป อาจมีการใช้เครื่องมือตัดต่อเยื้อบุลำไส้ชนิดกลม โดยการตัดและเย็บนี้ จะเกิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดีคือ สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง และแนวเย็บแผลยังอยู่สูงกว่าปากทวารหนัก ผู้ป่วยจะไม่มีแผลภายนอกเลย อีกทั้งอาการเจ็บปวดก้นหลังผ่าตัดก็มีไม่มาก

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงทวาร

นอกจากอาการหลักๆ ที่เป็นต้นตอทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ทรมานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากริดสีดวงทวารได้ในบางกลุ่ม ซึ่งลักษณะของภาวะแทรกซ้อน แบ่งออกได้ดังนี้

การตกเลือด

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง พบได้ในระยะแรกของอาการป่วย จนนำไปสู่สาเหตุของโรคเลือดจางชนิดขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) สังเกตได้ว่าในระหว่างวันจะมีเลือดไหลซึมออกมาจากทวารหลัก และอาจจะมีเลือดออกอย่างมากเมื่อลำไส้มีการเคลื่อนไหวตัว

ลิ่มเลือดอุดตัน

การอุดตันของลิ่มเลือด คือการจับตัวกันเป็นก้อนเลือดอยู่ของในของริดสีดวง อาจจะเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

การบีบรัดของริดสีดวง

จะพบได้ในกลุ่มที่มีริดสีดวงโผล่ออกมาด้านนอกทวารหนักจนเห็นได้ชัด ก้อนเนื้อชนิดนี้ไม่มีเลือดถูกส่งมา ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง จึงทำให้หูรูดของทวารหนักหดตัว เรียกกันว่า “Anal sphincter” เกิดการอักเสบและบวมอย่างหนัก มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นภายในริดสีดวงร่วมด้วย จึงทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา

  1. ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาที่อาจทำให้เนื้อริดสีดวงเน่าหรือเนื้อรอบๆ บริเวณเน่า กลายเป็นเนื้อตาย การรักษาด้วยยางรัด
  2. ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยวิธียางรัด แม้จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม แต่หากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ หรือผู้ที่ทำการรักษาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ เช่น ฝีรอบๆ ลำไส้ หรือการติดเชื้อจนพิษเข้าสู่กระแสเลือด เป็นต้น

โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

การดูแลตัวเอง

พฤติกรรมที่ไม่ควรทำสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงคือ โดยปกติแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงมักจะอายและไม่กล้าพบแพทย์ ในบางรายก็อาจหันไปใช้แพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีการนี้จะมีการฉีดยาสมุนไพร จนกระทั่งแผลเน่าและรูทวารตีบ ซึ่งในกรณีนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการขยายรูทวาร และนำผิวหนังที่ยื่นนูนออกมาให้กลับเข้าไปภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการผ่าตัดริดสีดวงว่าหลังจากผ่าตัดแล้ว จะทำให้กลั่นอุจจาระไม่อยู่

แต่ในความจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงทวารหนักนั้นจะไม่โดนกล้ามเนื้อหูรูด ไม่มีผลเกี่ยวข้องการกลั้นอุจจาระ และไม่มีผลแทรกซ้อนใด ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งสิ้น อีกทั้งการผ่าตัดนั้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างเหมาะสม และไม่ควรอายในการไปพบแพทย์

สมุนไพรรักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็ก ๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุก หรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อย ๆ บรรเทา และสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอม และมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำ แล้วใช้ไอของต้นขลู่รมทวารหนักก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ้วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จแล้วหรืออาบน้ำเสร็จ หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ วิธีใช้ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1 – 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารหนัก

  1. รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำลูกพรุนเพื่อทำให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว
  2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว น้ำมีส่วนช่วยทำให้กากใยอาหารอ่อนตัว ทำให้เคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แถมยังช่วยทำให้ลำไส้แข็งแรงขึ้น

โรคริดสีดวงทวารหนักนั้นเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย แต่ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความเจ็บปวดเวลาขับถ่าย ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และงดเว้นจากพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวารหนัก นอกจากนี้ หากเกิดอาการของโรคริดสีดวงแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปจะดีที่สุด ไม่ควรอับอายเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาอย่างร้ายแรงกว่าที่คิดได้

โรคริดสีดวงนั้นสามารถรักษาให้หายด้วยตนเองได้หากเริ่มเป็นในระยะแรก มิฉะนั้นแล้วหากปล่อยให้อาการลุกลามต่อไป อาจจะต้องรักษาโดยการผ่าตัดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


โรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกขณะขับถ่ายและหลังขับถ่าย

รวมข้อสงสัย เรื่องโรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่แผนกผู้ป่วยนอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ มีผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการแนะนำและรักษาไม่ถูกต้อง เนื่องจากอายหรือไม่กล้าถามปัญหาจากแพทย์ผู้รักษา จึงได้รวบรวมปัญหาที่ป่วย ต้องการทราบรวมทั้งคำแนะนำที่มีประโยชน์ดังต่อไปนี้

วิธีการรักษาริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง ?

  1. โดยการใช้ยาระบายให้ถ่ายอุจจาระง่ายและยาสอดสำหรับลดอาการอักเสบของหัวริดสีดวง
  2. โดยการฉีดสารบางชนิดเข้าหัวริดสีดวงทำให้ฝ่อ หรือใช้ยางรัด
  3. ผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก

ถ้าไม่รักษาจะมีผลอะไรตามมาภายหลัง ?

  1. เสียเลือดมากจนโลหิตจาง
  2. มีก้อนเลือดคั่งในหัวริดสีดวงปวดทรมานมาก
  3. หัวริดสีดวงยื่นออกนอกรูทวารไม่สามารถดันกลับได้ ซึ่งต่อมาจะเน่า เป็นแผลและมีการติดเชื้อในภายหลัง

มีวิธีป้องกันการเป็นซ้ำอย่างไร ?

  1. ถ่ายอุจจาระเป็นเวลารับประทานอาหารที่มีกากและใช้ยาระบาย
  2. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ
  3. หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและอาหารที่ทำให้ท้องผูก

รวมคำถาม-คำตอบ

ริดสีดวงทวารคืออะไร ?

ริดสีดวงทวาร คือการขยายขนาดอย่างผิดปกติของเส้นเลือดดำที่มาเลี้ยงบริเวณทวารหนัก

อะไรเป็นสาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ?

ท้องผูกเรื้อรัง และการเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่นการตั้งครรภ์ในระยะท้ายพบว่าหลังคลอดแล้ริดสีดวงทวารจะหายเองได้

โรคริดสีดวงทวารพบได้บ่อยหรือไม่ ?

พบได้ประมาณ 30% ของประชากรทั่วไป

จะบอกได้อย่างไรว่าท่านเป็นริดสีดวงทวาร ?

มีก้อนบริเวณรูทวาร ก้อนจะยื่นออกมามากขณะถ่ายอุจจาระ จะรู้สึกว่าแน่นตึงบริเวณทวารหนัก ถ้าอุจจาระแข็งจะครูดหัวริดสีดวง ทำให้ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน และถ้ามีก้อนเลือดคั่งในหัวริดสีดวง จะปวดมาก

วิธีป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ?

ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีกาก พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก

การผ่าตัดหัวริดสีดวงเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมากหรือไม่ ?

ไม่จริง ในปัจจุบันอัตราเสี่ยงและผลแทรกซ้อนน้อยมาก โดยเฉพาะในมือศัลยแพทย์ผู้ชำนายสามารถผ่าตัดโดยฉีดยาชาเข้าที่ไขสันหลังให้ร่างกายชา เฉพาะส่วนล่างหรือดมยาสลบ ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 15-20 นาที โอกาสหายหลังผ่าตัด 95%

หลังผ่าตัดจะปวดมากหรือไม่ ?

อาการปวดจะคงอยู่หลังผ่าตัดประมาณ 1 อาทิตย์ อาการปวดจะน้อยลงและแผลจะหายเร็วขึ้น ถ้าแช่ก้นในน้ำอุ่น ผสมด่างทับทิมวันละ 2 ครั้ง

หลังผ่าตัดริดสีดวงทวารแล้วถ่ายอุจจาระมีเลือดปนผิดปกติหรือไม่ ?

จะถ่ายอุจจาระมีเลือดปนเพียง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นจะถ่ายอุจจาระปกติ

ริดสีดวงทวารพบได้ในเด็กหรือไม่ ?

พบได้น้อยมาก มักจะหายเองถ้าไม่มีโรคอะไรที่เป็นสาเหตุนำ การรักษาคือให้ยาระบาย

ริดสีดวงทวารพบได้ในคนสูงอายุหรือไม่ ?

พบได้เนื่องจากคนสูงอายุท้องผูกบ่อยและใช้เวลานานในการเบ่งถ่ายอุจจาระแต่ละครั้ง

หลังจากฉีดยาเข้าหัวริดสีดวงทวาร หรือใช้ยางรัดแล้วปวดมาก ควรทำอย่างไร ?

ปกติแล้ว ถ้าฉีดในระดับความลึกที่เหมาะสมจะไม่มีอาการปวด นอกจากรู้สึกตึงบริเวณทวารหนักเล็กน้อย อาการปวดจะเกิดภายหลังการฉีดในระดับลึกเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาเพื่อให้ยาแก้ปวด เช่นเดียวกัน การใช้ยางรัด ถ้ารัดในตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ลึกลงไปถึงเยื่อบุของรูทวาร จะไม่ปวด ถ้าปวดควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตัดเอายางรัดออก

การใช้ยา ควรสอบถามแพทย์และเภสัชกร เนื่องจากยาแต่ละรายการมีข้อควรปฏิบัติแตกต่างกันไป
ข้อมูลอาการของโรคของแต่ละบุคคล อาจมีความแตกต่างกัน ควรสอบถามแพทย์เพื่อวินิจฉัย
ข้อมูลจาก : น.พ.กำพล เลาหเพ็ญแสง
ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค