โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

 

โรคไต

ไต คือ อวัยวะที่สำคัญกับร่างกายเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆเช่น สมอง และหัวใจ ลักษณะภายนอกของไตนั้นมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วแดง 2 เมล็ด วางอยู่บริเวณบั้นเอว ข้างกระดูกสันหลัง รอบข้างไตมีกระดูกซี่โครงคลุมเพื่อป้องกันอันตราย ไตแต่ละข้างมีน้ำหนักประมาณ 150 กรัม เส้นผ่านศูนย์กลางตามยาวประมาน 11-12 เซนติเมตร

ลิงก์ผู้สนับสนุน

ทำความรู้จักไต

ไต นับได้ว่าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ที่อยู่ในส่วนล่างของช่องท้อง มีอยู่ 2 ข้างด้วยกัน อีกทั้งไตยังคงมีรูปร่างคล้ายกับเมล็ดถั่วแดง ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 300 กรัม และมีต่อมหมวกไตอยู่ด้านบนไตทั้ง 2 ข้าง ไตเป็นอวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ มีหน้าที่กรองของเสีย เกลือแร่ และน้ำส่วนเกิน ออกไปทางปัสสาวะ นอกจากนี้ไตยังมีหน้าสร้างสารควบคุมความดันโลหิต และสร้างสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย

ไตแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ไตชั้นนอกและไตชั้นใน โดยแต่ละข้างจะรับเลือดจากหัวใจผ่านทางเส้นเลือดแดงใหญ่ เมื่อเลือดไหลผ่านที่ไต จะมีการกรองผ่านทางท่อหน่วยไตเล็กๆจำนวน 1 ล้านหน่วยในแต่ละข้างของไต (Nephron) หลังจากนั้นจึงปล่อยของเสียที่ผ่านการกรองในรูปของปัสสาวะ

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

รูปภาพไต 3D

หน้าที่หลักของไต

  • กรองของเสียออกจากร่างกายในรูปของน้ำปัสสาวะ เมื่อน้ำปัสสาวะผ่านการกรองแล้วจะไหลผ่านกรวยไตและท่อไต ลงสู่กระเพาะปัสสาวะและขับออกสู่ร่างกาย
  • คงสมดุลกรด-ด่าง ไตจะทำหน้าที่ร่วมกับปอดในการควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ไม่ให้มีความเป็นกรดมากเกินไป หากเลือดมีความเป็นกรดมากไตจะเพิ่มความเป็นกรดในปัสสาวะ และขับออกจากร่างกาย โดยค่าความเป็นกรด-ด่าง( PH ) ที่เหมาะสมกับการทำงานของเซลล์ร่างกาย คือ PH = 7.4
  • ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ไตจะทำหน้าที่ร่วมกับต่อมใต้สมองที่มีชื่อว่า พิทูอิตารีแกร์น ( pituitary gland ) จะผลิตฮอร์โมน ADH ขึ้นมาควบคุมปริมาณน้ำที่เหมาะสมกับร่างกาย หากร่างกายได้รับน้ำมากเกินไป สมองจะสั่งงานไปที่ไตขับน้ำออก เราก็จะปัสสาวะบ่อยและหากร่างกายขาดน้ำสมองจะสั่งไตให้ขับปัสสาวะน้อยลงสีปัสสาวะจะเข้มขึ้น ไตยังทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลของ โซเดียม โพแทสเซียม ในร่างกายให้เหมาะสม
  • ผลิตฮอร์โมน อิลิโทโพลิติน จะทำงานร่วมกับไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดง ฮอร์โมนเรนิน ที่ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิตเป็นต้น

สมดุลน้ำในร่างกาย

หนึ่งในหน้าที่หลักของไต คือการรักษาสมดุลของน้ำภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นอวัยวะที่ควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้ปกติ เพราะหากร่างกายขาดน้ำเพียง 2% นั่นแปลว่าจะเกิดความผิดปกติในระบบเลือด ดังนั้นไตจึงมีหน้าที่ในการปรับดุลน้ำ เช่นหากร่างกายรับ(ดื่ม)น้ำมากเกินไป ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกมาโดยเฉพาะทางปัสสาวะ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายได้รับน้ำน้อยเกินไป ไตจะไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดความรู้สึกหิวน้ำ กระหายน้ำ และมีความต้องการดื่มน้ำมากขึ้น

ภาวะไตวาย

ไตวายเป็นภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่การทำงาน ไม่สามารถควบคุมสมดุลน้ำ เกลือแร่ ความเป็นกรดด่าง การกรองของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เช่น urea และการทำหน้าที่สังเคราะห์ฮอร์โมนที่สำคัญๆ เช่น เรนิน ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมระดับความดัน ฮอร์โมนอิริโทรโปอิติน ที่ทำหน้าที่ร่วมกับไขกระดูกในการผลิตเม็ดเลือดแดง

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

ไตวาย

ภาวะไตวายแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

1. ไตวายเฉียบพลัน (Acute kidney injury) หรือ AKI คือช่วงที่ไตมีการสูญเสียการทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุมาจาก ภาวะช็อค หรือหัวใจมีการขาดเลือดไปเลี้ยง การได้รับยาในปริมาณมากหรือยาวนานเกินไปทำให้เป็นพิษต่อไตและทำให้เกิดการสะสมของ ของเสียที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ (nitrogenous waste products) ได้แก่ ยูเรีย (urea) และครีเอตินิน (creatinine) ในเลือด ส่งผลให้ร่างกายมีความผิดปกติ มีการคั่งของเกลือแร่และน้ำ

2. ไตวายเรื้อรัง (chronic kidney disease) คือภาวะที่เนื้อไตถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจใช้ระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี เป็นการถูกทำลายและสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรไม่สามารถฟื้นคืนมาอีก โดยมีสาเหตุมาจาก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง นิ่วในท่อทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงให้เห็นจนกว่าไตจะมีความเสียหายมากกว่า 50% จะเริ่มมีอาการคลื้นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ตัวบวม หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งมีความรุนแรงมากจนผู้ป่วยไม่สามารถทนตวามเจ็บได้

อาการของภาวะไตวาย

อาการของภาวะไตวายเฉียบพลันนั้นขึ้นอยู่กับอายุและความรุนแรงในการสูญเสียหน้าที่ของไตสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

  1. ระยะปัสสาวะออกน้อย (Oliguric-anuric phase) ระยะนี้จะมีปัสสาวะออกน้อยกว่า 400 ml. ใน 24 ชั่วโมงหรืออาจน้อยกว่า 100 ml. ในบางราย มีการสะสมของเสียในเลือด ทำให้เกิดอาการฮีโมไลติกยูรีมิก ( Uremic syndrome – การแตกของเม็ดเลือดแดงในไตอย่างเฉียบพลัน ) จะพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน เยื่อบุช่องปากอักเสบ ซึม ชัก และหมดสติ นอกจากนี้ยังพบภาวะไม่สมดุลของเกลือแร่ น้ำ ความเป็นกรดด่างที่ไม่สามารถขับออกได้จากการเผาผลาญ (Metabolic acidosis)ทำให้ระบบหายใจต้องมาช่วยชดเชยการทำงานตรงนี้ ผู้จะมีอาการหายใจเร็วและลึก เพื่อขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ออกมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยลดกรดในร่างกาย
  2. ระยะปัสสาวะออกมาก (Diuretic phase) ระยะนี้ปัสสาวะถูกขับออกมากกว่า 1000 ml. ใน 24 ชั่วโมง ทำให้มีการสูญเสีย โซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ และน้ำ มีผลให้เกิดอาการช็อคได้ เมื่อเข้าสู่ระยะนี้ระดับของสาร urea และ creatinine (Cr) ลดลง
  3. ระยะฟิ้นฟูสภาพ (Recovery phase) เป็นระยะที่ระดับสาร urea และ creatinine (Cr) ในเลือดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไต

1. ทานอาหารเค็ม

การทานอาหารรสเค็มจัดนั้น จะทำให้ร่างกายต้องขับเกลือแร่ส่วนเกินออกมา ทำให้ไตต้องทำงานหนัก เวลาที่เราทานอาหารเค็มจัด เราจะรู้สึกกระหายน้ำ นั้นเป็นกลไกของร่างกาย ที่ต้องการขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย ผ่านทางการปัสสาวะนั้นเอง

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

2. น้ำหนักเกิน

ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต เพราะว่าในร่างกายของคนอ้วนนั้น จะมีของเสียตกค้างอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก ทำให้ไตต้องทำงานหนัก เพื่อขับของเสียอยู่ตลอดเวลา

3. ความดันโลหิตสูง

เนื่องจากไต มีหน้าที่อย่างหนึ่งในการผลิตสารควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต และผู้ป่วยที่เป็นโรคไตก็มักจะมีความดันโลหิตสูงเช่นกัน

4. การใช้ยาบางชนิด

มียาบางชนิดที่เป็นพิษต่อไต เช่น ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดหลัง เพราะจะทำให้ไตเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้

5. สูบบุหรี่

มีผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่พบว่า ไตของผู้สูบบุหรี่ จะเสื่อมเร็วกว่าผู้ไม่สูบ

การดูแลรักษาโรคไตวาย

  1. รักษาสาเหตุของภาวะไตวายเฉียบพลัน คือ พยายามหาสาเหตุของการเกิดให้ได้เร็วที่สุดและหยุดสาเหตุนั้น เช่น แก้ไขภาวะช็อค หรือหยุดยาที่เป็นสาเหตุทำลายไต
  2. การให้ยาแก้ไขภาวะไตวาย เพื่อกระตุ้นการทำงานของไตและกระตุ้นการขับปัสสาวะ ยาที่นิยมนำมาใช้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของสารกระตุ้นหลอดเลือด (Vasoactive agent) และยาขับปัสสาวะ
  3. การรักษาตามอาการแบบประคับประคอง และควบคุมโรคแทรกซ้อน คือ พยายามคงสมดุลของสารน้ำในร่างกายให้คงที่ และไม่มากจนเกินไป หากสามารถชั่งน้ำหนักผู้ป่วยได้ควรให้น้ำหนักผู้ป่วยลดลงประมาณ 0.2-0.3 กิโลกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นพิษต่อไต การเฝ้าระวังภาวะสมดุลของเกลือแร่ อาจมีภาวะผู้ป่วยที่มีแนวโน้มมีโพแทสเซียมในเลือดสูง จึงควรงดอาหารประเภทที่ให้โพแทสเซียมสูง เช่น องุ่น ชา กาแฟ เป็นต้น
  4. การให้สารอาหารที่เหมาะสม จัดอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายผู้ป่วย โดยควรได้รับพลังงานใน 1 วัน = 30-45Kcal ต่อน้ำหนักผู้ป่วย 1 กิโลกรัม ควรให้สารอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอ และควรเป็นโปรตีนชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง (high biological value protein) คือโปรตีนจากเนื้อ นม ไข่ และปลา แต่เนื่องจากนมมีสารฟอสเฟตสูง ในผู้ที่ไตวายจึงไม่แนะนำให้ทาน
  5. การล้างไต คือกระบวนการที่คิดค้นขึ้นเพื่อทดแทนการทำหน้าที่ของไตที่สูญเสียหน้าที่ไป และช่วยให้เกิดการขจัดของเสีย น้ำ เกลือแร่ที่คั่งอยู่ในร่างกาย และรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากภาวะไตวายกระบวนการนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

จำลองการล้างไต

การล้างไตมีทั้งหมด 3 วิธีคือ

1. การฟอกไตการฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียม เป็นกระบวนการนำเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยมาฟอกด้วยเครื่องไตเทียม ที่มีตัวกรองเป็นตัวกลางในการกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย เลือดที่ผ่านการฟอกแล้วจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย การฟอกไตด้วยเครื่องโดยส่วนใหญ่ใช้เวลา 4-5 ชม./ครั้ง

2. การล้างไตทางหน้าท้อง เป็นกระบวนการที่มีการใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปค้างไว้ในช่องท้องประมาน 4-6 ชม.เพื่อฟอกเอาของเสียและน้ำส่วนเกินในร่างกายออก เมื่อครบกำหนดเวลาก็ปล่อยน้ำยาล้างไตที่มีของเสียและน้ำส่วนเกินทิ้ง และใส่น้ำยาถุงใหม่เข้าไป ส่วนใหญ่มักทำเช่นนี้วันละ 4 รอบ การล้างไตวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้าน

3. การปลูกถ่ายไต เป็นการผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาคใส่ในอุ้งเชิงการของผู้รับ แล้วต่อเชื่อมเส้นเลือดและท่อไตเข้ากับไตเก่า โดยไม่ต้องนำไตเก่าออก เป็นวิธีการรักษาที่ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

การล้างไตด้วตนเอง

การดูแลตนเองหลังจากล้างไต

  • หมั่นสังเกตการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ จำนวนครั้ง สี สังเกตอาการท้องผูก เพราะอาการท้องผูกจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดไส้เลื่อนหรือการรั่วซึมของน้ำยา
  • ควรชั่งน้ำหนักทุกวัน ไม่ควรให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 0.5-1 Kg/วัน หากชั่งน้ำหนักขณะที่มีน้ำยาล้างไตค้างท้องอยู่ให้ลบน้ำหนักน้ำยาล้างไตออกด้วย และควรสังเกตอาการบวมตามร่างกายส่วนต่างๆ
  • สังเกตและทำความสะอาดของช่องทางออกของท่อไตทุกวัน และสังเกตบริเวณแผลว่ามีคราบเลือดและหนองหรือไม่
  • สังเกตความขุ่นและสีของน้ำยาล้างไต หากมีความขุ่นหรือมีตะกอนควรมาพบแพทย์
  • ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนปริมาณที่เหมาะสม
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาเอง และเมื่อพบการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

คนเราควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร

สุขภาพที่ดีไม่ได้มาจากอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนประกอบของร่างกายเรายังมีน้ำในปริมาณมากที่ถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการทำงานของอวัยวะต่างๆ เป็นสารประกอบในเลือด น้ำเหลือง หล่อเลี้ยงเซลล์ให้ทำงานได้อย่างสมดุล ช่วยปรับสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูชุ่มชื่นและอ่อนเยาว์อีกด้วย

หลักการดื่มน้ำที่คนรักสุขภาพควรรู้ คือการดื่มให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว อย่างน้อยที่สุดตามคำแนะนำจากองค์กรอนามัยโลก ใช้สูตรในการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ให้ต่ำไปกว่านี้ในแต่ละวัน คือ (น้ำหนักตัว (ก.ก.) x 2.2 x 30 ) / 2 = ปริมาณน้ำที่ควรดื่ม (ซีซีต่อวัน)

สูตรคำนวณ: ควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร

ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีน้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม จะต้องดื่มน้ำอย่างน้อยที่สุด 2,145 ซีซีต่อวัน คนที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ก็จะต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 1,650 ซีซีต่อวัน จะเห็นได้ว่า ยิ่งมีน้ำหนักตัวมากขึ้น ปริมาณน้ำที่ร่างกายควรได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมต่อวัน

ปริมาณโซเดียมในอาหาร ถูกกล่าวถึงอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกพูดถึงในแง่ลบมากกว่าแง่ดี แต่จริงๆ แล้วโซเดียมจัดเป็นแร่ธาตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ช่วยให้ระบบการทำงานสมดุล แต่ด้วยอาหารที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด มักมีปริมาณโซเดียมสูงเกินความต้องการในแต่ละวัน จึงทำให้เราได้รับโทษจากแร่ธาตุชนิดนี้กันแบบไม่รู้ตัว เพื่อเป็นการปรับนิสัยการกินของตัวเอง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด ควรหันมาทำความเข้าใจกับปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวัน ว่าระดับไหนถึงจะปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ

โรคไต อาการไตวาย การดูแลรักษา การล้างไต

ตารางโซเดียม

ควบคุมโซเดียม ลดเสี่ยงโรคไต

อาหารที่มีโซเดียมสูง ไม่ได้หมายถึงอาหารที่มีรสเค็มจัดเสมอไป แต่ยังรวมไปถึงอาหารแช่แข็ง อาหารจานด่วน และอาหารแปรรูปทั้งหลายแหล่ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของโซเดียมอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเครื่องปรุงที่มีรสเค็ม ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินความต้องการ ใครชอบกินอาหารแปรรูปและอาหารรสเค็มเป็นหลัก อาจจะต้องระวังสุขภาพตัวเองกันให้ดี เพราะในแต่ละวัน ร่างกายจะต้องการโซเดียมเพียงแค่ 2,400 มิลลิกรัม โดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย แต่หากต้องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ควรลดปริมาณให้เหลือเพียงแค่ 1,500 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ความเค็มสาเหตุของโรคไต

ความเค็มกับโรคไต เป็นสิ่งคู่กันจริงหรือ? จากอดีตถึงปัจจุบันที่เราต่างเชื่อว่าการกินอาหารที่มีรสชาติเค็มจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน คือสาเหตุที่จะทำให้เกิดโรคไต ซึ่งผลกระทบจากความเค็มที่รับประทานเข้าไปมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อร่างกายในระยาวนั้น เราสามารถอธิบายให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ความเค็มทำให้เกิดการคั่งของเกลือในร่างกาย

เมื่อร่างกายได้รับเกลือมาเกินไป ก็จะทำให้เกิดการคั่งของเกลือรวมถึงน้ำบางส่วน จึงทำให้รู้สึกว่าตัวบวม เพราะไตไม่สามารถกำจัดน้ำและเกลือได้ทัน เป็นสาเหตุทำให้ไตทำงานหนัก กลายเป็นโรคไตเรื้อรังตามมา ซึ่งการคั่งค้างของเกลือจะพบได้ทั่วร่างกาย ในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ขา และแขน เป็นต้น

2. ความเค็มทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น

ปริมาณของเกลือโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากเกินความต้องการ นำมาซึ่งภาวะ “ความดันเลือดสูง” พบได้มากในกลุ่มสูงอายุ หากรับประทานอาหารเค็มจัดบ่อยๆ จะทำให้ความดันโลหิตที่สูงไปกระทบต่อการทำงานของหลอดเลือดในจุดต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ไตจึงต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดน้ำส่วนเกินออก ลดความดันในเลือดให้น้อยลงนั่นเอง

3. เกิดความดันในหน่วยไตมากขึ้น

ไม่ใช่เพียงแค่ความดันเลือดในส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่านั้นที่สูงขึ้น ทว่ายังรวมไปถึงความดันภายในหน่วยไตที่เกิดจากการคั่งของน้ำ และทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อกรองเอาโซเดียมส่วนเกินออกไปให้ได้มากที่สุด ผลกระทบตามมาคือความดันในหน่วยไตสูงขึ้น พบโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น และทำให้ความดันในหน่วยไตสูง เป็นเหตุให้ไตเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบของโซเดียมต่อร่างกาย หากได้รับในอัตราส่วนที่เพียงพอ ก็จะถือว่าเป็นประโยชน์ แต่หากได้รับมากหรือน้อยเกินไปย่อมเกิดโทษ ส่งผลให้ไตต้องทำงานหนัก และตามมาด้วยโรคไตเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต

ข้อมูลอาการของโรคของแต่ละบุคคล อาจมีความแตกต่างกัน ควรสอบถามแพทย์เพื่อวินิจฉัย
พว.ศิรประภา แจ้งพันธ์
พว.ศิรประภา แจ้งพันธ์
พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลศาสตร์บัณฑิต 2555 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ข้อมูลจาก : หนังสือการพยาบาลผู้ใหญ่-ผู้สูงอายุ
ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค