อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

 

อาการคนท้อง

อาการคนท้องในระหว่างการตั้งครรภ์ จะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง อาการที่พบจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ และคนท้องตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือนแรกมักจะแสดงอาการให้เห็นอย่างเด่นชัด เป็นสัญญาณเพื่อให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งครรภ์

ลิงก์ผู้สนับสนุน

การตั้งครรภ์คืออะไร

ก่อนจะเตรียมตัวเป็นคุณแม่ ต้องเข้าใจระบบการตั้งครรภ์และการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์เป็นพื้นฐาน เพื่อจะได้ช่วยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างถูกต้อง และจะเป็นตัวช่วยสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นได้หลังจากที่ไข่ของผู้หญิงผสมเข้ากับเชื้ออสุจิของผู้ชาย จากนั้นก็จะไปฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก เจริญเติบโตกลายเป็นตัวอ่อนต่อไป โดยจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 273-287 วัน ก่อนจะคลอดออกมาเป็นทารก ในช่วงเวลานี้ประจำเดือนจะขาดหายไป เนื่องจากไม่มีการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเยื่อบุดังกล่าวจะเจริญเติบโตต่อไป ทำหน้าที่เป็นผนังช่วยให้ไข่มายึดเกาะและฝังตัว อีกทั้งยังเป็นสารอาหารสำคัญที่จะทำหน้าที่เลี้ยงตัวอ่อนผ่านทางรกที่เชื่อมตัวกับผนังมดลูก หลังจากทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ต้องรีบเข้ารับการฝากครรภ์ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ตรวจเช็คสุขภาพของคุณแม่และความแข็งแรงของครรภ์ รวมไปถึงการติดตามผลการเจริญเติบโตของเด็กทารก เพื่อป้องกันความผิดปกติและความเสี่ยงอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้

อาการที่บ่งบอกถึงการตั้งท้องในแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไป เช่นการแพ้ท้องในบางคนอาจมีอาการแพ้มาก ในขณะที่บางคนกลับมีอาการแพ้น้อยหรือไม่มีอาการแพ้ให้เห็นเลย การตั้งครรภ์ก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์หลายอย่าง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งสัญญาณที่แสดงออกนั้นสามารถสังเกตได้จากอาการต่างๆเหล่านี้

อาการคนท้อง 1 สัปดาห์ – 1 เดือนแรก

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ประจำเดือนขาด

โดยปกติในหนึ่งรอบเดือนมีระยะเวลา 21-35 วันขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่หากประจำเดือนมีการขาดไปนานกว่า 10 วันเป็นที่สงสัยได้ว่าอาจมีอาการท้องเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อมีการปฏิสนธิเกิดขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมน โปรเจสเตอโรนเป็นจำนวนมากเพื่อยับยั้งการเกิดประจำเดือนและส่งเสริมการฝั่งตัวของตัวอ่อน แต่การที่ประจำเดือนขาดนั้นไม่ได้เป็นการยืนยันแน่นอนว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นเพราะอาจมีสาเหตุมาจากอย่างอื่น เช่น ความเครียด การขาดอาหาร การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นต้นซึ่งอาการเหล่านี้มีผลต่อทำให้ฮอร์โมนในร่างกายมีความผิดปกติ

อาการเลือดออกทางช่องคลอด

มักมีอาการเลือดออกกระปิดกระปอยทางช่องคลอด ในช่วง 11-12 วันหลังจากมีการปฏิสนธิ เนื่องจากตัวอ่อนมีการฝั่งตัวบริเวณเยื้อบุโพรงมดลูก ลักษณะของเลือดที่ออกมาจะมีสีแดงจางและจะหยุดไหลไปเองใน 1-2 วัน โดยจะต้องไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย หากพบว่าเลือดไหลไม่หยุดร่วมกับอาการปวดเกร็งท้องควรรีบปรึกษาแพทย์

อาการตกขาว

ผู้หญิงทั่วไปมักมีอาการตกขาวเป็นปกติ เนื่องจากรางกายจะมีการสร้างของเหลวออกมาเพื่อหล่อลื่นปากช่องคลอดตลอดเวลา และเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากขึ้นจึงทำให้เกิดตกขาวในปริมาณมากขึ้นตาม ลักษณะของตกขาวปกติจะมีสีขาวขุ่นหรือครีมแต่หากตกขาวมีการเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว เหลืองควรรีบปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดการติดเชื้อได้ ในระยะนี้หญิงตั้งครรภ์ควรดุแลความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์สม่ำเสมอ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

อาการคนท้อง หลังจาก 1 เดือน

อาการเต้านมคัดตึง

เป็นอาการปกติของผู้หญิงส่วนใหญ่ มีอาการคัดตึงเต้านมได้ในช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่อาการคัดตึงเต้านมในหญิงตั้งครรภ์นั้นจะมีอาการมากกว่า และระยะเวลานานกว่า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน นอกจากมีการคัดตึงแล้ว บริเวณหัวนมและลานหัวนมจะมีสีคล้ำขึ้น ลานหัวนมมีขนาดกว้างขั้น อาการนี้จะสังเกตได้หลังประจำเดินขาดไปประมาน 1 เดือน

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

แพ้ท้องอาเจียน

อาการแพ้ท้องคลื่นไส้อาเจียน

ในคนท้องส่วนใหญ่เมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 1-2 เดือน มักประสบกับปัญหาคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หน้ามืดได้ กินอาหารแล้วอาเจียน เหม็นกลิ่นอาหารบางชนิด ชอบกินของเปรี้ยว บางรายแพ้จนใกล้คลอด แต่บางรายก็ไม่แพ้เลยก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “การแพ้ท้อง” อาการแพ้ท้องนั้นเป็นผลจากร่างกายมีการผลิตฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin (HCG) มากขึ้นร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาพลาญในร่างกายที่ทำงานมากขึ้นทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำจึงเกิดอาการเวียนศีรษะหน้ามืดได้

อาการแพ้ท้องสามารถแบ่งได้ 3 ระดับจากน้อยไปหามาก

  1. อาการระดับน้อย (Morning Sickness) มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และเวียนศีรษะในช่วงเช้า แต่เมื่อพักและปฏิบัติตามคำแนะนำจะมีอาการดีขึ้น
  2. อาการระดับปานกลาง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก รับประทานอาหารไม่ได้ ปัสสาวะมีสีเข้มควรรีบปรึกษาแพทย์เนื่องจากมีอาการแพ้ระดับนี้อาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและมีความจำเป็นต้องให้น้ำเกลือหรือได้รับยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
  3. อาการระดับรุนแรง Hyperemesis Gravidarum (HG) มีอาการแพ้รุนแรงมาก อาเจียนมากบางรายอาจมีเลือดออกมาพร้อมกับอาเจียนเนื่องจากหลอดเลือดฝอยบริเวณหลอดอาหารฉีกขาด รับประทานอาหารไม่ได้ จนกระทั่งร่างกายมีภาวะขาดสารอาหารและน้ำ ผู้ที่แพ้ถึงระดับรุนแรงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

การแพ้ท้องเป็นกลไกของธรรมชาติ เหตุผลเพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปส่งผลต่อตัวอ่อนของทารก การแพ้ท้องบางคนมีอาการรุนแรงมาก จนกินอาหารไม่ได้ แต่คุณแม่ไม่ต้องกังวล เพราะอาการแพ้ท้องเหล่านั้นจะค่อย ๆ ลดลงภายใน 3 เดือน

อาการปวดท้องน้อยบริเวณเหนือหัวหน่าว

อาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย มักจะเกิดขึ้นในช่วง เดือนที่ 4-5 ในการตั้งครรภ์ เกิดจากมดลูกโตขึ้น ประกอบกับทารกตัวโตขึ้นกดทับบริเวณกระดูกเชิงกราน อาการปวดจะเป็นเล็กน้อยพอรำคาญ อาจจะมีอาการตึงบริเวณขาหนีบร่วมด้วย วิธีการบำบัดก็คือ นอนเอนหลังพิงในท่าที่สบาย ยกขาสูงขึ้นเล็กน้อย ลดการยืนหรือเดิมนาน ๆ ก็จะดีขึ้น

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

อาการแสบลำคอ

อาการจุกเสียด แสบลำคอ

อาการเช่นนี้เกิดขึ้น หลังอายุครรภ์ 4-5 เดือนไปแล้ว เกิดจากท้องที่ใหญ่ขึ้น มดลูกโตขึ้นจึงไปเบียดกระเพาะอาหาร ความจุของกระเพาะอาหารลดลง ฮอร์โมนในร่างกายทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อในทางเดินอาหาร ส่งผลให้อาหารย่อยช้าลง จึงเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง มีอาการเรอกลิ่นเปรี้ยวมาตามแนวหลอดอาหารจนรู้สึกแสบคอ วิธีบำบัด ต้องกินอาหารน้อย ๆ แต่บ่อยขึ้น และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน กินอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ผลไม้ ไข่ ปลา ลดอาหารมันจัด มีไขมันสูง อาหารรสเผ็ด อาหารย่อยยาก เช่น หมู เนื้อวัว

อาการจุกเสียดท้องกรณีที่แน่นบริเวณลิ้นปี่ และชายโครงขวามาก ๆ รวมกับอาการปวด บวมตามตัว ความดันสูง อย่างนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะเป็นอาการความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ เป็นอันตราย

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ปวดหลังเนื่องจากสรีระกระดูก

อาการปวดหลัง

อาการปวดหลังของคนท้อง สาเหตุเกิดจากการที่ท้องใหญ่ขึ้น มีการแอ่นตัวและมีน้ำหนักของท้องถ่วงด้านหน้า จึงเกิดอาการปวด ยอกหลัง บริเวณเอวกระเบนเหน็บ ก้นกบ วิธีการบำบัดก็คือ ลดการยืนเดินนาน ๆ ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ และใส่รองเท้าส้นแบน

คนท้องก็เป็นตะคริวได้

ตะคริวจะเกิดกับคุณแม่ในช่วง ตั้งครรภ์เดือนที่ 7-9 เนื่องจากร่างกายขาดแคลเซียมในเลือด แต่ก็มีวิธีบำบัดการเป็นตะคริว โดยการนวดขา นวดปลายเท้าบ่อย ๆ

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ท้องแข็งเพราะใกล้คลอด

อาการท้องแข็ง

ในขณะตั้งครรภ์ มดลูกจะมีอาการบีบตัวเป็นครั้งคราว ประมาณ 7-8 ครั้งต่อวัน ขณะที่บีบรัดนี้ คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกแข็งกว่าปกติ คุณแม่อาจจะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ปวดหัวหน่าว ปวดหลังร่วมด้วย อาการปวดนี้จะอยู่ไม่นานเกิน 1 นาที แล้วจะหายซึ่งเป็นอาการปกติ

แต่ในกรณีที่อาการแข็งเกิดขึ้นทุก 10 นาที ในขณะที่อายุครรภ์ก็ยังไม่ครบกำหนด กรณีนี้ต้องไปพบแพทย์ เพราะทารกอาจมีน้ำหนักน้อย ไม่แข็งแรง เป็นอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้

อาการอ่อนเพลีย

ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์มักจะมีความรู้สึกอยากนอนหลับตลอดเวลา เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัว อีกทั้งมีการเผาผลาญพลังงานมากกว่าปกติ เพื่อเป็นการปรับสภาพภายในครรภ์ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบของทารก ทำให้หญิงตั้งครรภ์มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

คนท้องมักปัสสาวะบ่อย

อาการปัสสาวะบ่อย

เนื่องจากร่างกายมีการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมของมดลูกให้เหมาะกับการเติบโตของทารกในครรภ์ มดลูกที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น มีเลือดไหลผ่านไตมากขึ้นทำให้ไตมีการกรองปัสสาวะมากขึ้น ในขณะเดียวกันมดลูกที่อยู่ติดกับกระเพาะปัสสาวะก็มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้พื้นที่ในการเก็บปัสสาวะมีน้อยลงส่งผลให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นด้วย

ริดสีดวงทวารหนัก

คุณแม่ตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะเป็น โรคริดสีดวงทวารหนักมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนของคุณแม่ในขณะท้อง จะทำให้มีขยายของเส้นเลือดดำบริเวณลำไส้ใหญ่ เป็นผลทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้า และเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็ใหญ่ขึ้น จึงทำให้ไปกดบนเส้นเลือดดำ เกิดการไหลเวียนไม่ดี ทำให้เลือดคั่งบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ หากเกิดอาการท้องผูกบ่อย ๆ อาจจะถ่ายเป็นเลือดและปวดทวาร วิธีบำบัด ควรกินอาหารที่มีกากใยอาหารมาก ๆ เช่น ผักตำลึง มะรุม ผลไม้ เช่น ส้ม มะละกอ ลูกพรุน ชมพู่ มะม่วงสุก เป็นต้น อาการริดสีดวงจะหายไปแน่นอนเมื่อคุณแม่คลอดลูกแล้ว

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

อาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

ในช่วงที่มีการตั้งครรภ์ผู้หญิงจะมีอาการเปลี่ยนแปลทางอารมณ์อย่างมากเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หญิงตั้งครรภ์จะมีอารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือบางคนอาจหงุดหงิดง่าย ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อพ้นช่วง 3 เดือนแรกไปอาการเหล่านี้จะน้อยลงและเข้าสู่สภาวะปกติ

อาการเจ็บครรภ์หลอก

เวลาที่คุณแม่ท้องใกล้ครบกำหนดแล้ว จะมีอาการเจ็บครรภ์คล้าย ๆ กับคนจะคลอดลูก ลักษณะเจ็บครรภ์จะคล้ายกันกับเจ็บครรภ์คลอดจริง แต่เจ็บครรภ์หลอกนั้นปากมดลูกยังไม่เปิด เป็นการหดรัดตัวของมดลูกเท่านั้น สำหรับคลอดจริงนั้นปากมดลูกจะเปิดด้วย สังเกตได้จากมีมูกเลือดออกมาจากช่องคลอด ถ้าลักษณะการปวดท้องมีท้องตึงไม่สม่ำเสมอ ไม่มีมูกเลือด เรียกว่า เจ็บครรภ์หลอกยังไม่ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เสียเวลา ถึงไปถ้าเตียงไม่ว่างจริง ๆ

(ตามโรงพยาบาลรัฐบาล หมอจะให้คุณแม่กลับบ้านก่อน แต่ก็เตรียมตัวได้แล้ว เพราะการเจ็บครรภ์หลอกเป็นการเจ็บเตือนให้คุณแม่เตรียมพร้อม รีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋า พอเจ็บอีกครั้งก็ไปเลยทันที คราวนี้ของจริงแน่นอน)


อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

วิธีการใช้ชุดตรวจการตั้งท้องด้วยตนเอง

ชุดตรวจการตั้งครรภ์เป็นการตรวจหาฮอร์โมน HCG (Human chorionic gonadotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากรกที่จะมีการผลิตขึ้นหลังการปฏิสนธิประมาณ 6-8 วันและจะสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 8-12 ชุดการตั้งครรภ์จะให้ผลแม่นจำสูงถึง 90% ในรายที่มีการขาดของประจำเดือนตั้งแต่ 10-14 วัน รูปแบบของชุดตรวจการตั้งครรภ์สามารถแบ่งได้หลักๆ 3 แบบที่สามารถหาซื้อได้ง่ายและมีขายทั่วไปตามร้านขายยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

แบบแถบจุ่ม (Test Srtip)

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ที่ตรวจตั้งครรภ์แบบจุ่ม

ภายในกล่องจะประกอบไปด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์และถ้วยตวงปัสสาวะ ราคาของแผ่นตรวจประเภทนี้อยู่ที่ 100-140 บาท มีวิธีการใช้ดังนี้

  1. ปัสสาวะใส่ในถ้วยตวงที่เตรียมไว้ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจควรเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนเนื่องจากเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสูงที่สุดและควรเป็นปัสสาวะใหม่หรือทิ้งไม่เกิน 1 ชม.เพื่อความแม่นยำของผลตรวจมากที่สุด
  2. หลังจากได้ปัสสาวะแล้วให้ใช้แผ่นตรวจการตั้งครรภ์ด้านที่มีลูกศรชี้ลง จุ่มลงในถ้วยที่เก็บปัสสาวะเตรียมไว้ โดยระวังไม่ให้น้ำปัสสาวะสูงเกินขีดที่กำหนด ใช้เวลาจุ่มประมาณ 3 วินาทีและนำแผ่นตรวจขึ้นจากน้ำปัสสาวะ ถือไว้ในแนวระนาบหรือวางไว้ในบริเวณที่แห้งเพื่อป้องกันการแปรผลที่ผิดพลาด แผ่นตรวจจะใช้เวลาอ่านผล 1-5 นาที

แบบตลับหรือแบบหยด (Pregnancy Test Cassette)

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ที่ตรวจตั้งครรภ์แบบหยด

ภายในกล่องประกอบด้วย ตลับทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้วยตวงปัสสาวะและหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ ชุดตรวจชนิดนี้มีข้อดีคือป้องกันแผ่นทดสอบเสื่อมสภาพจากความชื้นและการดูดซับน้ำปัสสาวะที่มากเกินไปได้ ราคาประมาณ 140-180 บาท มีวิธีการใช้ดังนี้

  1. นำปัสสาวะใส่ในถ้วยตวงที่เตรียมไว้ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจควรเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนเนื่องจากเป็นช่วงที่ฮอร์โมนสูงที่สุด และควรเป็นปัสสาวะใหม่หรือทิ้งไม่เกิน 1 ชม.เพื่อความแม่นยำของผลตรวจมากที่สุด
  2. หลังจากได้ปัสสาวะแล้ว ให้นำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะออกมาปริมาณพอควร แล้วหยดปัสสาวะลงในช่องของตลับทดสอบที่วางราบประมาน 3-4 หยด ใช้เวลาในการอ่านผลประมาณ 5 นาที แล้วจึงอ่านผลการทดสอบ

แบบปัสสาวะผ่าน (Pregnancy Midstream Test)

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ที่ตรวจตั้งครรภ์แบบปัสสาวะผ่าน

ภายในกล่องจะมีเพียงแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ให้มาเพียงอันเดียว ชุดตรวจชนิดนี้มีข้อดีคือสะดวกกว่าสองชนิดแรกแต่มีราคาสูงกว่า ราคาประมาณ 180-240 บาท โดยมีวิธีใช้ดังนี้

  1. ถอดฝาครอบแผ่นดูดซับปัสสาวะออกและถือในลักษณะที่ลูกศรชี้ลง
  2. ปัสสาวะโดยให้น้ำปัสสาวะไหลผ่านแผ่นดูดซับปัสสาวะประมาณ 5 วินาที
  3. วางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ในแนวราบ โดยจะใช้เวลาอ่านผลประมาณ 3-5 นาที

วิธีอ่านผลการทดสอบการตั้งท้อง

หลังจากที่ทำความรู้จักกับชนิดของชุดทดสอบการตั้งครรภ์แล้วต่อไปจึงเป็น วิธีอ่านผลการทดสอบ โดยหลักการแปลผลของชุดตรวจการตั้งครรภ์ทุกแบบที่กล่าวไว้ข้างต้น มีหลักการอ่านแปลผลที่เหมือนกันคือ

ชุดทดสอบจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัวบนชุดทดสอบ

  • C = Control line
  • T = Test line
อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ตัวอย่างผลการทดสอบ

ผลการทดสอบเป็นลบ คือ มีขีดสีแดงขึ้นที่ตัว C เพียงขีดเดียว แปลว่า น่าจะไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหรืออาจมีการตั้งครรภ์แต่ยังไม่สามารถตรวจพบ

ผลการทดสอบเป็นบวก คือ มีขีดสีแดงขึ้นทั้ง C และ T แปลผลว่า น่าจะมีการตั้งท้องเกิดขึ้น แต่หากขีดที่แสดงตรงตัว T มีสีจางแนะนำให้ตรวจใหม่ในอีก 2-3 วันหลังจากนั้นเนื่องจากฮอร์โมนยังมีปริมาณน้อย

ผลการทดสอบผิดพลาด คือ มีขีดสีแดงขึ้นที่ T เพียงตัวเดียว หรือไม่ปรากฏขีดสีแดงที่ชุดตรวจเลย จะแปลผลไม่ได้จะถือว่าชุดตรวจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อาจมีสาเหตุมาจากการเสื่อมสภาพของชุดตรวจ หรือชุดตรวจหมดอายุ แนะนำให้ทำการทดสอบกับชุดทดสอบอันใหม่

การใช้ชุดตรวจกการตั้งครรภ์สามารถใช้ได้ เมื่อประจำเดือนขาดแล้วประมาณ 7 วัน หากผลการทดสอบในครั้งแรกเป็นลบ(ไม่ท้อง) แต่ยังไม่สบายใจ ร่วมกับประจำเดือนยังไม่มาภายใน 7 วัน ให้ทำการทดสอบอีกครั้ง


อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

วิธีการคุมกำเนิด

การคุมกำเนิด (Contraception) คือ ขั้นตอนหรือวิธีการป้องกันการเกิดการตั้งครรภ์ในเวลาที่ไม่พร้อม โดยปัจจุบันการคุมกำเนิดนั้นมีให้เลือกใช้หลายวิธี เช่น การป้องกันไม่ให้อสุจิเจอกับไข่ การป้องกันไม่ให้มีการตกไข่ การป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนฝั่งตัวที่โพรงมดลูกได้เป็นต้น

การคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

การคุมกำเนินแบบชั่วคราว

การคุมกำเนินแบบชั่วคราว คือการคุมกำเนิดที่มีผลชั่วคราว เมื่อหยุดใช้ก็จะสามารถกลับมาตั้งครรภ์มีบุตรได้อีก วิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมมีบุตรหรือผู้ที่ต้องการเว้นระยะการมีบุตร โดยยังสามารถแยกย่อยเป็นกลุ่มต่างๆได้ดังนี้

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ (Natural birth control)

การคุมกำเนิดโดยอาศัยหลักการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง การตกไข่ และการเป็นประจำเดือนมาเป็นตัวคำนวณระยะปลอดภัย โยวิธีนี้ไม่ต้องมีการใช้เครื่องมือใดๆการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติมีหลายวิธี คือ

  • การงดการมีเพศสัมพันธ์ (Abstinency) เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผล 100 % คือการงดการมีเพศสัมพันธ์แต่สามารถนำไปปฏิบัติได้ยาก
  • การหลังนอกช่องคลอด (Coitus interruptus หรือ Withdrawal method) เป็นวิธีที่ผู้ชายจะถอยอวัยวะเพศออกก่อนที่จะถึงจุดสุดยอด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้ออสุจิเข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิง แต่เป็นวิธีที่เกิดความผิดพลาดได้มากที่สุดเนื่องจากระหว่างการมีเพศสัมพันธ์จะมีเชื้ออสุจิปนมากับน้ำอสุจิแล้วบางส่วน หรือผู้ชายไม่สามารถถอยอวัยวะเพศได้ทัน
  • การงดการหลังอสุจิ (Coitus reservatus) เป็นวิธีที่ผู้ชายจะต้องบังคับตัวเองให้ลดอารมณ์ทางเพศลงก่อนที่จะถึงจุดสุดยอด ซึ่งเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดได้เช่นเดียวกับการหลั่งภายนอก
  • การนับระยะปลอดภัย (Calendar rhythm method) เป็นวิธีที่อาศัยการคำนวณจากรอบเดือนของผู้หญิง ซึ่งปกติแล้วผู้หญิงจะมีการตกไข่ในวันที่ 14 ของทุกๆรอบเดือน (นับจากวันแรกที่มีประจำเดือน) และแต่ละรอบเดือนของผู้หญิงจะอยู่ประมาณ 28-30 วัน โดยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้หญิงที่มีประจำเดือนค่อนข้างสม่ำเสมอและวิธีนี้จะต้องมีการจดบันทึกความยาวของรอบเดือน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 8 เดือนแต่ถ้าจะให้มีความแม่นยำมากที่สุดควรมีบันทึก 12 เดือน เพื่อดูระยะเวลาที่สั้นและยาวที่สุดของรอบเดือน

คำนวณการนับระยะปลอดภัย (ระยะไข่ตก)

  • วันแรกของระยะไม่ปลอดภัย = จำนวนวันที่สั้นที่สุดของรอบเดือน – 18
  • วันสุดท้ายของระยะไม่ปลอดภัย = จำนวนวันที่ยาวที่สุดของรอบเดือน – 11

ตัวอย่าง

นางสาว A ทำการจดประทึกรอบเดือนเฉลี่ยของตนเป็นจำนวนทั้งหมด 12 เดือน ได้ดังนี้ 28 28 30 31 29 28 29 29 30 30 31 28 เพราะฉะนั้นจำนวนวันของรอบเดือนที่สั้นที่สุด คือ 28 และยาวที่สุดคือ 31 จะสามารถคำนวณหาระยะปลอดภัยได้ดังนี้คือ

วันแรกของระยะไม่ปลอดภัย = (28 – 18) = วันที่ 10

วันสุดท้ายของระยะไม่ปลอดภัย = (31 – 11) = วันที่ 20

ก็จะสามารถทราบได้ว่า ระหว่างวันที่ 10 – 20 ของรอบเดือน ในเดือนหน้าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์หรือควรเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีอื่นแทน

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

การนับระยะปลอดภัย

การคุมกำเนิดโดยใช้ฮอรโมน ( Contraception pill )

การคุมกำเนินโดยการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ทำขึ้นเพื่อเลียนแบบฮอร์โมนของเพศหญิงคือเอสโตรเจน และ โปรเจสโตรเจน ซึ่งจะไปยับยั้งการทำงานของ Hypothalamus ทำให้ไม่เกิดการตกไข่ ปากมดลูกและโพรงมดลูกมีภาวะไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์

  • ยาคุมเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดียว (Progestogen onli pill) ยาคุมชนิดทำขึ้นมาเพื่อลดผลช้างเคียงของฮอร์โมน Estrogen ประกอบด้วยฮอร์โมน Progestogen เพียงอย่างเดียวมีกลไกการออกฤทธิ์คือทำให้มูกบริเวณปากมดลูกมีความเหนียวข้นมาก และเยื้อบุมดลูกบางลงไม่เหมาะแก่การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนชนิดนี้มีข้อดี คือสามารถใช้ในหญิงที่กำลังให้นมบุตรได้ ใช้ในผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน Estrogen ได้ ในส่วนของข้อเสียคือ มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม และจำเป็นต้องรับประทานในเวลาเดิมทุกวัน หากรับประทานผิดเวลาจะทำให้เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังทำให้มีเลือดออกกระปิดกระปอยได้ 

    การเริ่มรับประทานยา ให้เริ่มรับประทานตั้งแต่วันแรกของการมีประเดือน วันละ 1 เม็ด หลังจากนั้นกินเวลาเดิมทุกวันเมื่อยาหมดแผงให้เริ่มแผงใหม่ทันทีในวันถัดไป ไม่ต้องรอให้ประจำเดือนมา หากลืมรับประทานยา 1 เม็ดให้รับประทานทันทีที่นึกได้และรับประทานยาเม็ดต่อไปตามปกติ หากลืมรับประทานยา 2 เม็ดให้รับประทานวันละ 2 เม็ด จำนวน 2 วันหลังจากนั้นจึงจะรับประทานตามปกติ และถ้าลืมรับประทานมากกว่า 2 วันขึ้นไปให้หยุดยาแผงนั้นและให้วิธีในการคุมกำเนิด
  • ยาคุมเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (Combined oral contraceptive pill) ยาคุมชนิดนี้จะประกอบไปด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ Progestogen และ Estogen มีการทำออกมา 2 แบบคือแบบที่มีฮอร์โมนทั้งสองตัวในปริมาณเท่ากันและไม่เท่ากัน ข้อดีของฮอร์โมนชนิดนี้คือ ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดประจำเดือนได้ ช่วยลดปริมาณประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ ลดอัตราความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื้อบุโพรงมดลูกได้ อีกทั้งยังสามารถลดสิว และอาการหน้ามันได้อีกด้วย ส่วนข้อเสียของฮอร์โมนชนิดนี้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เกิดความรู้สึกบวมน้ำ น้ำหนักเพิ่ม และเลือดออกกระปิดกระปอยได้ ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมในตลาดมี 2 แบบคือ แบบ 28 เม็ดและ 21 เม็ด

    การเริ่มรับประทานยา ให้เริ่มรับประทานยาเม็ดแรกในวันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน รับประทายครั้งละ 1เม็ดเวลาเดิมทุกวัน รับประทานตามแนวลูกศรบนแผลจนครบหากเป็นแบบ 28 เม็ดสามารถเริ่มแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ประจำเดือนหมด ถ้าเป็นแบบ 21 เม็ดให้เว้นระยะ 7 วันจึงเริ่มแผงใหม่
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency cotraceptive pill) ยาคุมชนิดนี้ประกอบไปด้วยฮอร์โมน Progestin ปริมาณสูง มีผลในการป้องกันการตกไข่หรือการเลื่อนระยะเวลาในการตกไข่ ป้องกันการปฏิสนธิของอสุจิและไข่ มีผลทำให้เยื้อบุโพรงมดลูกบางไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในผู้ที่ถูกข่มขืน ลืมคุมกำเนิด หรือคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นแล้วเกิดความผิดพลาด เช่น ถุงยางรั่วหรือแตก เนื่องจากมีฮอร์โมนในปริมาณสูงทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงโดยจะทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ

    การรับประทานยา เพื่อให้ได้ผลในการคุมกำเนิดที่ดีที่สุดควรรับประทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือภายใน 72 ชั่วโมง 1 เม็ด และรับประทานอีก 1 เม็ดในอีก 12 ชั่วโมงถัดมาจากเม็ดแรก ยาคุมกำเนิดชนิดมีความอัตราความล้มเหลวสูงหากประจำเดือนไม่มาตามปกติควรตรวจการตั้งครรภ์

การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นๆ

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

การใช้ถุงยางอนามัยชาย (Male latex condom) เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ถูกเลือกใช้มากเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งยังให้ผลลัพธ์ที่ดีในการคุมกำเนิด สามารถป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และยังมีการผลิตออกมาหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการร่วมเพศอีกด้วย

ในปัจจุบันถุงยางอนามัยมีทั้งแบบที่ผลิตมาจากน้ำยางธรรมชาติและสารสังเคราะห์ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าที่ทำจากยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ถุงยางอนามัยจึงควรศึกษาขั้นตอนการใช้อย่างละเอียด และไม่ควรใช้ถุงยางที่มีสภาพเหนี่ยว แห้งกรอบหรือมีความเสียหายอย่างชัดเจน ไม่ควรใช้ถุงยางอนามันร่วมกับสารหล่อลื่นที่เป็นน้ำมัน และหากมีอาการระคายเคืองระหว่างใช้ถุงยางอนามัยควรหยุดใช้เพราะเนื่องจากอาจมีภาวะแพ้น้ำยาง

การคุมกำเนิดแบบถาวร

การคุมกำเนิดที่มีผลในการคุมกำเนินตลอดไป ไม่สามรถกลับมาตั้งครรภ์ได้เองอีก เป็นวิธีที่ให้ประสิทธิผลในการคุมกำเนิดสูงสุด ง่าย สะดวก และปลอดภัย เหมาะสำหรับครอบครัวที่ไม่ต้องการมีบุตรเพิ่มแล้ว โดยแบ่งเป็นแบบทำหมันชาย และทำหมันหญิง

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ทำหมันในเพศหญิง

การทำหมันหญิง (Female sterilization)

  • การทำหมันเปียก (Postpartrum Sterilization) เป็นการทำหมันหลังคลอดบุตร 48 ชั่วโมงหรือภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด เนื่องเป็นระยะที่มดลูกยังลอยตัวอยู่บริเวณหน้าท้อง สามารถหาท่อนำไข่และเข้าไปผูกท่อนำไข่ได้ง่าย ทำให้การทำง่ายขึ้นและแผลมีขนาดเล็ก และต้องนอนพักโรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน หลังจากนั้นแพทย์จึงจะนัดมาตัดไหม แต่หากมีการผ่าตัดเพื่อทำคลอด แพทย์จะทำหมันในขั้นตอนเดียวเลย
  • การทำหมันแห้ง (Interval Sterilization) เป็นการทำหมันที่ไม่ได้อยู่ในระยะตั้งท้องมักทำในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังมีการคลอดบุตร โดยสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดทางหน้าท้อง (Laparotomy)และการใช้กล้องในการผ่าตัด (Laparoscopic) หลังทำเสร็จ แพทย์จะให้รอดูอาการประมาน 2-3 ชั่วโมงหากไม่มีอาการผิดปกติก็สามารถกลับบ้านได้ ใช้เวลาในการทำเพียง 10-15 นาที
อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

ทำหมันในเพศชาย

การทำหมันชาย (Male sterilization)

  • การตัดหรือผูกท่อนำอสุจิ เป็นการปิดกันโอกาสที่ตัวอสุจิจะเจอกับไข่ แต่กระบวนการผลิตอสุจิยังคงทำงานอยู่และยังคงมีน้ำอสุจิเหมือนปกติ และตัวอสุจิจะถูกทำลายโดยกลไกของร่างกายไม่มีอันตรายใดๆ

อาการคนท้อง สัญญาณการตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้อง

การดูแลตนเองเมื่อตั้งท้องใหม่ๆ

การตั้งท้องในช่วงแรก เป็นช่วงที่มีความสำคัญมาก เนื่องจากหลังการปฏิสนธิ 7-10 วัน ตัวอ่อนจะเริ่มมีการฝั่งตัวและเริ่มมีการสร้างอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าในระยะนี้ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือได้รับสารผิดต่างๆจะทำให้กระบวนการสร้างอวัยวะของทารกถูกขัดขวาง ทำให้มีโอกาสที่ทารกที่เกิดมามีความพิการสูง หญิงตั้งครรภ์จึงควรดูแลตัวเองในด้านต่างๆดังนี้

  1. ด้านอาหาร เนื่องจากทารกจะใช้พลังงานและสารอาหารต่างๆ ผ่านทางรกของแม่ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างอวัยวะต่างๆของร่างกาย หญิงตั้งครรภ์จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก โดยปกติพลังงานที่หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับคือ 2500 Kcal / วัน
  2. ด้านสารอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เช่น ธัญพืช ข้าวกล้อง ไข่ เนื้อสัตว์และผักในปริมานเพียงพอ ในระยะนี้หญิงตั้งครรภ์อาจมีภาวะขาดแคลเซียมและธาตุเหล็ก จึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพิ่มด้วย เช่น นม หากในรายที่รับประทานนมไม่ได้ ควรเปลี่ยนเป็นปลาเล็กปลาน้อยแทน ในส่วนของธาตุเหล็กจะมีมากใน ตับ เนื้อแดง สาหร่ายทะเล และควรได้รับวิตามินต่างๆเพิ่มจากการรับประทานผักผลไม้ที่หลากหลายเช่น ฝรั่ง มะละกอสุก มะพร้าว ส้ม เป็นต้น
  3. ด้านการใช้ยา ปกติหญิงตั้งครรภ์จะได้รับวิตามินเสริมจากแพทย์หลังจากที่มีการฝากครรภ์ เช่น โฟรลิก เหล็ก หญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานตามขนาดที่แพทย์จ่ายให้และ ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง หากจะมีการรับประทานวิตามินเสริมควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  4. ด้านการออกกำลังกาย ในการออกกำลังกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์นั้น ควรเลือกชนิดการออกกำลังกายให้เหมาะสม เช่น โยคะสำหรับคนท้อง การเดินรอบๆบริเวณบ้าน การว่ายน้ำเป็นต้น เนื่องร่างกายมีการใช้พลังงานที่สูงอยู่แล้ว หากออกกำลังกายหักโหมมากเกินไปกระทั้งหายใจไม่ทัน จะทำให้ร่างกายหญิงตั้งครรภ์ขาดออกซิเจน และทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนไปด้วย และระหว่างออกกำลังกายหากพบอาการผิดปกติ เช่นหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ เลือดออก ปวดเกร็งท้องน้อย ควรหยุดเล่นทันที
  5. ด้านการพักผ่อน การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ มีความจำเป็นมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากในระหว่างการตั้งครรภ์จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายจากการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น หญิงตั้งครรภ์ควรใช้เวลาพักผ่อนประมาณ 8-10 ชม./วัน ควรมีการจัดตารางเวลาการพักผ่อนและปฏิบัติจนเคยชิน จัดบรรยากาศภายในห้องนอนให้เงียบ สงบ และมีอุณภูมิที่พอดีไม่ร้อนหรือเย็นมากจนเกินไป เพื่อส่งเสริมการนอนหลับที่ดีให้กับหญิงตั้งครรภ์
  6. ด้านเพศสัมพันธ์ ในระหว่างที่มีการตั้งครรภ์ สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ตามปกติ แต่ควรเลือกทาทางที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดน้ำหนักที่ไปกดท้องของหญิงตั้งครรภ์มากเกินไป และไม่ควรรุนแรงมาก เนื่องจากในระยะแรกของการตั้งครรภ์สิ่งที่ควรระวังคือการแท้ง
  7. ด้านการแต่งกาย ไม่ควรแต่งกายด้วยชุดที่รัดแน่นจนเกินไป และควรเลือกชุดที่เป็นผ้ายืดเนื่องจากจะสามารถขยายได้ตามรูปร่างและใส่สบาย ควรเลือกชุดชั้นในที่มีโครงและวัดขนาดให้ เหมาะสมเพื่อรองรับเต้านมที่มีการขยายใหญ่ขึ้น

เมื่อตั้งครรภ์แล้วแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องส่วนมากจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเช้าตอนตื่นนอน ซึ่งมักเรียกกันบางครั้งว่า “Morning sickness” พบได้มากเป็นพิเศษในกลุ่มคุณแม่ตั้งครรภ์ท้องแรก และในช่วงเดือนแรกที่ตรวจพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  1. เกิดอาการไม่สบายตัว ปั่นป่วนท้อง
  2. วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งระดับความรุนแรงของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป
  3. รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ
  4. รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ ซึ่งบางคนรุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย
  5. มีความไวต่อกลิ่นต่างๆ เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไม่เสถียร ทำให้เกิดความรู้สึกได้กลิ่นเหม็นจากอาหารบางชนิด แม้ก่อนหน้านี้จะเคยชอบรับประทานมาก่อน ก็กลายเป็นความรู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาได้

วิธีบรรเทาอาการแพ้ท้อง

  1. ลดอาการด้วยการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ภายหลังจากการตื่นนอนตอนเช้า
  2. หากเกิดการอาเจียนขึ้นมา ภายหลังจากอาเจียนแล้วให้ดื่มน้ำอุ่น กลั้วคอและล้างปากเพื่อกำจัดเอากลิ่นอ้วกและเศษอาหารที่ติดค้างออกไป ซึ่งจะช่วยลดอาการพะอืดพะอมลงไปได้
  3. กรณีที่คุณแม่แพ้ท้องไม่มากนัก ยังสามารถรับประทานาอาหารได้ ให้เน้นเป็นอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และเป็นอาหารปรุงสุกใหม่ สามารถแบ่งย่อยมื้ออาหารจาก 3 มื้อเป็น 5-6 มื้อได้ เพื่อจะได้ลดอาการพะอืดพะอมจากการรับประทานมากเกินไป
  4. หากอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก ไม่สามารถรับประทานอะไรได้ ลองบรรเทาด้วยการหาลูกอมมาอมเพื่อช่วยทำให้ลิ้นมีรสชาติ หรือเลือกจิบน้ำหรือน้ำผลไม้ครั้งละนิด เมื่ออาการดีขึ้นก็พาตัวเองเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา
พว.ศิรประภา แจ้งพันธ์
พว.ศิรประภา แจ้งพันธ์
พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลศาสตร์บัณฑิต 2555 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ข้อมูลจาก : หนังสือการพยาบาล มารดา-ทารก
ร่วมแสดงความคิดเห็น
Thai Love Health (TLH) - อาหารเพื่อสุขภาพ ความรู้ สารอาหาร โภชนาการ โรค